คราบกาแฟที่เธอทำหก ยังทิ้งรอยไว้บนโต๊ะทำงานของผม วงสีน้ำตาลคล้ำ แผ่อาณาเขตกินพื้นที่ประมาณเศษสามส่วนสี่ของพื้นที่สีขาวทั้งหมด
ก่อนหน้านี้ไม่นาน พื้นที่ตรงนี้เคยมีเรื่องราวที่เราสองคนเคยสร้างวีรกรรมไว้ร่วมกัน
วันนั้น...อากาศร้อนอบอ้าวเป็นพิเศษ ผมกดรีโมทลดระดับความเย็นของแอร์ในห้องทำงานส่วนตัว พลางเลื่อนม่านในกรอบหน้าต่างลง ตั้งใจจะหลบงีบยามบ่ายอันจำเจเหมือนที่ทำเป็นประจำ แต่วันที่เกิดเรื่อง ผมทำกิจกรรมที่ว่าไม่สำเร็จ เธอผลักประตูเข้ามาก่อน
“เปรี้ยง.งง..” เสียงปืนในหนังเรื่องเยี่ยม ที่เล่นผ่านเครื่องดีวีดี แผดเข้ามาในโสตประสาท ผมหงุดหงิดที่เธอถือวิสาสะเร่งเสียงเครื่องเล่นโทรทัศน์ขึ้น ผมมักเปิดหนังโดยไม่มีเสียงไว้เป็นเพื่อนยามบ่ายเสมอ
แต่ยามนี้เธอคงคิดว่า ผมมีเพื่อนอย่างเธอแล้ว จึงทำลายความคุ้นชินเดิมของผม
สายตาเธอสอดส่ายไปมา เหมือนกำลังหาข้อบกพร่องบางอย่างของพื้นที่ตรงนี้
เมื่อไม่มีอะไรผิดสังเกต เธอจึงเริ่มปลดกระดุมเม็ดแรกลง ผมตกใจ ทว่าไม่มีข้ออ้างอะไรที่จะหยุดการกระทำของเธอ เวลาเหมือนจะหายไปช่วงหนึ่ง รู้สึกตัวอีกที เธอก็เหลือแต่บิกินี่ตัวบางปกปิดร่างกายเท่านั้น ผมเริ่มหายใจติดขัด แต่ก็พยายามรวบรวมสติและความกล้าเดินตรงเข้าไปหาเธอ
บนโต๊ะทำงานขนาดสองคูณสามเมตร คงกว้างพอที่จะทำกิจกรรมบางอย่างได้ จากนั้นผมก็พลักเธอลงไปนอนราบกับพื้นโต๊ะ เธอทำตามอย่างง่ายดาย พลางส่งสายตาท้าทาย ผมไม่รู้ว่าจะเลือกเชยชมส่วนไหนของร่างอันอวบอัดที่อยู่ตรงหน้าดี เนินเนื้อช่างนูน เว้า เย้ายวนเสียจริง ไม่กี่อึดใจ ผู้หญิงพราวเสน่ห์อย่างเธอก็เปลี่ยนใจ เธอลุกขึ้นจากระนาบโต๊ะ แล้วเดินไปชงกาแฟ
“นี่ ! มาหลงเสน่ห์รสกาแฟห้องฉันตอนนี้เนี่ยนะ” ผมตัดพ้อ พลางหายใจหอบอยู่ข้างโต๊ะ
เธอยิ้ม แล้วหันหลังกลับไปยังเคาเตอร์กาแฟสดที่อยู่ไม่ไกล แผ่นหลังขาวเนียนช่างรับกับสะโพกที่ผายได้รูป แก้มก้นกลมกลึงซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าใยสังเคราะห์เนื้อบาง ค่อยๆเคลื่อนที่ห่างสายตาผมออกไป อุณหภูมิความร้อนรุ่มในร่างกายผมเริ่มก่อกวนอารมณ์ ความกำหนัดรุมเร้า ความต้องการสุขสมรบเร้าให้ผมรีบรุกต่อ
ทว่า ผมเป็นถึงประธานบริษัท หากรุ่มร่าม ทำอะไรห่ามๆ ลงไป ก็เกรงจะไม่งาม
แล้วนี่เธอกำลังเล่นอะไรกับผม? กลิ่นหอมกรุ่นกาแฟลอยกลั้วอากาศ สร้างบรรยากาศแปลกประหลาด ท่ามกลางกลเกมของเราสอง
ไม่นานเธอก็ถือถ้วยกาแฟตรงเข้ามาที่ผม ใบหน้าคมคายไม่อาจหน่วงรั้งสายตาผมได้ดีเท่ากับเนินอกรูปงามที่ไร้อาภรณ์ปกปิด บิกินี่ตัวบางทำหน้าที่บิดบังพื้นที่ส่วนนั้นได้ไม่ดีเท่าที่ควร ผมเองชักนึกชอบความบกพร่องของบิกินี่ตัวนี้เสียจริง รู้สึกตัวอีกทีเธอก็นั่งจิบกาแฟข้างกายผมเสียแล้ว น้ำหอมที่ซ่อนกลิ่นไว้ตามไรผม สะกดผมให้ล่องลอยไปกับเธอ
ผมยอมแล้ว ผมตกเป็นทาสของเธอเสียแล้ว เมื่อไหร่เธอจะลิ้มรสกาแฟหมดถ้วยเสียที จะได้เริ่มกิจกรรม นี่ผมจวนเจียนจะขาดใจตายแล้วนะ เม็ดเหงื่อเริ่มผุดพราวเต็มใบหน้า นั่นมันเป็นปัญหาของผมเสียแล้ว ร่างกายผมเสียน้ำเยอะไม่ได้ ผมต้องแย่แน่ๆ หากระยะเวลาของการรอนานกว่านี้
ผมตัดสินใจดึงข้อมือเธอไปยังโต๊ะทำงาน อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ตายเป็นตาย
เพล้ง.!!!
ผมรู้สึกตัวอีกที ก็เห็นใบหน้าของลูกสาว มองมาด้วยความเป็นห่วง ร่างผมนอนอยู่บนเตียงที่ไหนสักแห่ง ที่นี่ที่ไหนกัน?แล้วเธอไปไหนเสียแล้ว
“คุณตา เป็นอะไรมากมั๊ยคะ” นั่นเสียงหลานสาวแสนซนของผมเอง
“อย่ากวนคุณตาซีลูก!” ลูกสาวผมปราม หนูน้อยหยุดส่งเสียง แต่ชะเง้อมองมาทางผม ดวงตากลมแป๋วยังไม่หยุดสงสัย
“เห็นเลขาคุณพ่อบอกว่า กาแฟอาจจะแก่เกินไป ทำให้หัวใจคุณพ่อทำงานผิดปกติ คุณพ่อฟุบอยู่บนโต๊ะข้างกาแฟถ้วยโปรด หนูไม่เข้าใจเลยว่า คุณพ่อหลงใหลอะไรหนักหนากับรสกาแฟเนี่ย อายุก็เยอะแล้วนะคะ” ลูกสาวผมร่ายยาวเสียจนทำให้ผมคิดถึงแม่ของเค้า ผมอยากจะบอกเธอเสียจริงว่า พ่อไม่ได้หลงใหลกาแฟขนาดนั้น แต่ก็ทำได้เพียงยิ้ม ยอมรับสังขาลของตัวเอง
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ใจผมเต้นตึกตัก ภาวนาขอให้เป็นเธอ ยามร่างกายอ่อนล้าเช่นนี้ ขอเพียงได้อยู่ใกล้ๆ ใครคนหนึ่งที่ถวิลหาคงจะใจชื้นขึ้นไม่น้อย ผิดคาด เลขาจุ้นจ้านของผมนั่นเอง หล่อนทำหน้าที่ได้ดีเสียจนผมรำคาญ ธุรกิจร้านกาแฟ 17สาขาจำเป็นต้องพึ่งหล่อน ผมเองอายุก็ปาเข้าไป 57 ปีแล้ว ไม่นานเรี่ยวแรงคงโรยรา ลำพังลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนคนเดียวของผม ก็คงดูแลกิจการไม่ดีเท่าที่ควร เพราะเธอเองเข้าไม่ถึงรสชาติของกาแฟ รสที่ทำรายได้ให้ผมหล่อเลี้ยงชีวิตเธอจนเรียนจบถึงเมืองนอกเมืองนา คนไม่ดื่มกาแฟจะบริหารร้านกาแฟได้อย่างไรกันเล่า! ส่วน เจ้าลูกเขยนักโฆษณานั่น ก็ชอบแต่ดื่ม แต่ไม่ชอบบริหารกิจการ ผมจึงวางมือจากธุรกิจไม่ได้เสียที
นี่ถ้าคู่ชีวิตยังอยู่ ผมคงไม่เหนื่อยและเปลี่ยวเหงาขนาดนี้ คู่ชีวิตที่ผมรัก แต่ผมก็ทำร้ายเธอจากธุรกิจที่ผมรักเช่นกัน เราขับรถไปดูไร่กาแฟเมื่อหลายสิบปีก่อน ความดันร่างกายผมขึ้นจนถึงขีดสุด เนื่องจากชิมกาแฟมาหลายขนาน เจ้ากาแฟป่าทำให้ผมหมดสติพารถลื่นไหลลงเขา เธอเสียชีวิต ผมรอด มันไม่ยุติธรรมสำหรับเธอเลย
“ช่อดอกไม้ จากตัวแทนสิบเจ็ดสาขา สำหรับบอสค่ะ” เลขาผมยิ้มเห็นแววตาประกายความเป็นห่วง ถึงยังไงหล่อนก็ดีต่อผม ผมมั่นใจ แต่ทำอย่างไรได้เล่า คนแก่ที่ซุกซนเช่นผมมันต้องการเวลาส่วนตัวนี่นา...ผมถึงอารมณ์เสียกับเธอบ่อยๆ
หล่อนหันไปคุยกับลูกสาวผม
“ ดิฉันว่า พยาบาลคนนี้ ดูแลบอส ไม่ดีเท่าที่ควรนะคะ ตอนเกิดเรื่องเธอไม่รู้หายไปไหน”
“เห็นว่าไปห้องน้ำ” ลูกสาวผมให้คำตอบ
“พยาบาลรับจ้างก็อย่างนี้แหล่ะค่ะ ต้องอัดฉีดกันหน่อยถึงดูแลเต็มที่” หล่อนแสดงความเห็น
“หรือจะเปลี่ยนพยาบาลดี” ลูกสาวผมหาทางออก
“ไม่!” ผมตวาดอย่างหงุดหงิด “เขาไม่ผิดอะไร จะไปโทษได้ไง คนเราก็ต้องปลดทุกข์กันมั่งซี ใครจะไปรู้ได้ ว่าพ่อจะวู้ปตอนไหน ”
“เปล่าค่ะคุณพ่อ หนูไม่ได้ว่าเค้าข้อนั้น แต่เค้าน่าจะควบคุมจำนวนกาแฟต่อวันของคุณพ่อนะคะ”
เสียงเคาะประตูขัดจังหวะเราสามคนโดยพลัน
เธอนั่นเอง พยาบาลสาวที่ดูแลผม เธอไม่ได้แต่งชุดเครื่องแบบ ผมแปลกใจ ทั้งหมดในห้องก็คงรู้สึกไม่ต่างอะไรไปกับผมนัก
หลานสาวผม เริ่มแสดงทีท่าไม่เป็นมิตรกับเธอ สองคนนี้ไม่กินเส้นกัน ทั้งๆ ที่วัยก็ต่างกันอยู่โข เธอส่งยิ้มให้กับทุกคนในห้อง ยกเว้นหลานสาวตัวแสบของผมคู่ปรับเธอ
“หนูมาขอลาออกค่ะ...” สิ้นเสียงเธอ ชีวิตแก่ๆ ของผมก็พังทลายลงทันที อะไรกันนี่? หมดกันชีวิตที่กระชุ่มกระชวยของผม อยากจะบอกว่าไม่ แต่ในใจก็คิดถึงความเหมาะสมของวัย วัยที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่แล้ว โอ้... คนแก่ก็มีหัวใจนะ แม้รักนั้นจะอยู่ในวัยที่เหลื่อมล้ำ ได้โปรด ใครก็ได้ คืนชีวิตที่ชุ่มชื่นให้แก่ผมด้วยเถิด
“เย้! ออกไป ออกไป ผู้นำจงออกไป” หลานสาวผมกระโดดโลดเต้น
“นี่! ชักจะเอาใหญ่แล้วนะเรา หนูพูดอะไรกัน” ลูกสาวผมดุเจ้าตัวแสบ
“หนูพูดตามทีวี ” เด็กหญิงตัวน้อยตอบหน้าตาเฉย ทุกคนส่ายหน้า เลิกสนใจเหตุการณ์นอกเรื่อง
“หนู ทำหน้าที่ได้ไม่ดีเท่าที่ควร เป็นเหตุให้ท่านต้องเข้าโรงพยาบาล” เธอแจงเหตุ
ไร้เสียงทัดทาน ผมพอจะเดาเหตุการณ์ออก นอกจากผมแล้ว ไม่มีใครเป็นมิตรกับเธอเท่าที่ควร นี่เธอผิดอะไรกันเล่า การทำทานบางอย่างให้คนแก่อย่างผม มันเสียหายอะไรกันนักหนานะ โลกนี้คนดีเขาทำอะไรกันอยู่ ทำไมผู้นำยังปลิ้นปล้อนได้ ครรลองคลองธรรมบดบังความต้องการเบื้องลึกของจิตใจ ผมรู้ แต่ผมไม่เทิดทูนคนที่ใส่หน้ากากของความดี ที่ลับหลังเขาทำชั่ว
โกงกินมากมาย แต่ผู้คนยังนับถือภาพลักษณ์อันดีภายนอกของเขาทำไม ทำไม ทำไม? ผมไม่เคยโกงหรือเอาเปรียบใคร แค่นับถือความรู้สึกของตัวเอง ก็แค่นั้น
“เธอคิดดีแล้วหรอ มันไม่ใช่ความผิดของเธอเลยนะ” ผมถามพลางส่งสายตาวิงวอน เธอหันมายิ้มอย่างคุ้นเคย
“ดีแล้วค่ะ อย่างน้อยหนูควรจะรับผิดชอบอะไรบางอย่างเสียบ้าง”
ผมหันไปสบตากับลูกสาว เธอรู้ทันทีว่าผมต้องการอะไร
“นั่งก่อน ไหนๆ ก็จะไปแล้ว ขอฉันสั่งเสียอะไรหน่อย” ผมว่า ทันทีที่สิ้นเสียงผม ทุกคนเหมือนจะเข้าใจ ลูกสาวผมยื่นธนบัตรให้จำนวนหนึ่ง ก่อนพาหลานสาวและเลขาออกไปจากห้อง
เมื่อประตูถูกปิดสนิท บรรยากาศที่คุ้นเคยก็คงจะเข้ามาแทนที่
ผิดคาด บรรยากาศที่ว่ามีอยู่เพียงไม่กี่นาที เพราะเธอไม่ใช่พยาบาลส่วนตัวพราวเสน่ห์ ที่ดูแลสุขภาพผมอีกแล้ว เธอนิ่ง เฉยชา เธอคนเดิมได้เดินจากไปแล้ว
ตั้งแต่รู้จักความรัก จนกระทั่งอายุจวนเจียนจะเข้าวันใกล้ฝั่ง มีสิ่งหนึ่งที่ผมไม่เคยเข้าใจผู้หญิงเลย นั่นคือ อะไรที่ยึดเหนี่ยวเธอไว้กับความรัก
ผมไม่แน่ใจนักว่าตั้งแต่แม่ของลูกผมจากไป ผู้หญิงที่ผ่านเข้ามาในชีวิตต้องการอะไรจากผม เมื่อถึงยามนั้น ทุกคนก็จะเดินจากผมไปด้วยเหตุผลดีๆ เสมอ แม้ผมจะยังไม่ค่อยจะเข้าใจมันก็ตาม
ผมยื่นธนบัตรกลุ่มนั้นให้เธอ สัมผัสสุดท้ายที่ปลายนิ้วระหว่างเรา ว่างเปล่าเสียจริง
เพล้ง!!!...
เสียงแก้วกระทบพื้น เรียกให้ผมหันหลังหลับไปดูที่ต้นเสียง พยาบาลส่วนตัวคนใหม่ของผมหน้าเจื่อน ทำให้ผมนึกถึงอดีตเมื่อวันวาน
คราบกาแฟที่เธอทำหก ยังทิ้งรอยไว้บนโต๊ะทำงานของผม รอยสีน้ำตาลคล้ำที่ไม่มีวันจางหาย เพราะผมไม่อยากลบภาพวีรกรรมที่ทำไว้ เพื่อเป็นการระลึกถึงเธออันเป็นที่รัก เธอที่มอบความชุ่มชื้นแก่ผม ความรื่นรมณ์ที่เป็นเสมือนยาขนานเอก ให้คนแก่มีชีวิตชีวา
“เดี๋ยวหนูไปชงมาให้ใหม่นะคะ” พยาบาลคนใหม่ ขอแก้ตัวอีกครั้ง ผมยิ้ม
“ฉันแก่แล้ว เอารสจางนะ เดี๋ยวหัวใจวายกันพอดี” สิ้นเสียงผม พยาบาลคนใหม่หันมาหัวเราะ
เสียงเล็กๆของเธอทำให้ผมอุทานในใจ “เออ.. ใช้ได้แฮ่ะ”
สามนาทีผ่านไป เธอเดินเข้ามาพร้อมกาแฟกลิ่นหอมกรุ่น ผมมีชีวิตชีวาขึ้นทันที ฤทธิ์มนต์เสห่น์แห่งกลิ่นนี้ปลุกอะไรบางอย่างที่หลับไหลในกายผมได้ดี สมกับที่ครั้งหนึ่งมันเคยได้ฉายาว่า เครื่องดื่มปีศาจ เพราะมันชุบชีวิตปีศาจเฒ่าอย่างผมขึ้นมาแล้ว
มืออันสั่นเทาของผมลูบไล้ไปยังแก้มก้นของพยาบาลคนใหม่ นี่เป็นวิธีทดสอบความเป็นปีศาจเฉพาะตัว ห้ามใครลอกเลียนแบบโดยเด็ดขาด
และแล้วปีศาจในตัวผมก็ออกอาละวาดอีกครา
เพราะกาแฟถ้วยเดียวแท้ๆ
วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2550
หนังสือเล่มโปรด
ผมจะรู้สึกไม่มั่นใจทุกครั้ง หากการออกเดินทางไร้กระเป๋าข้างกาย แม้ระยะทางนั้น อาจจะใกล้แค่ การเปลี่ยนสถานที่ในกิจวัตรประจำวัน หรือไกลขนานระหกระเหินข้ามจังหวัด (เอ่อ... ผมยังไม่เคยไปต่างประเทศ แต่คาดว่าหากมีโอกาสต้องเอากระเป๋าไปด้วย อ่ะนะ ) กระเป๋าเป้ที่ติดบนหลัง บางครั้งสะพายด้วยไหล่ข้างเดียว แต่มันได้เกี่ยวหลายอย่างออกเดินทางพร้อมกันกับผม ข้างในที่บรรจุ สมุดบันทึกไว้ระบายเรื่องราวที่ได้พบเจอผ่านตัวอักษร ปากกา ดินสอ ยางลบ ใบแจ้งหนี้ กระดาษโน้ต สี แว่นตา กระจก หวี ( สองอันหลังนี้ไม่มีนานแล้ว เพราะใครบางคนเคยฝากไว้ในกระเป๋า แต่เขาคนนั้นจูงมือเธอจากไปแล้ว... ทิ้งสองอย่างนี้แหละไว้ให้ดูต่างหน้า ฮื้อ...) แต่สิ่งหนึ่งที่ผมไม่เคยลืมเลยคือ เธอ ... เพื่อนที่ดีที่สุด ขอติดกระเป๋าเป้ไปทุกครา และผมเองก็มักหาเวลาอยู่กับเพื่อนประเภทนี้ ทุกครั้งที่รู้สึกเหงา เพื่อนที่ไม่เคยเกี่ยงงอน แม้บางครั้งจะหลงลืมทิ้งขว้าง ให้นอนนิ่งในกระเป๋าเป้ไปนานเพลาบ้าง เพื่อนที่ไม่เคยส่งเสียงต่อว่า ทว่าทำให้ผมรู้สึกดีทุกครั้งเมื่อสัมผัสเธอ ใช่แล้วเพื่อนที่ว่านี้ คือ
หนังสือเล่มโปรด
ผมเป็นผู้ชายที่มีเพื่อนน้อย เพราะเพื่อนในชีวิตจริง เริ่มมีเจ้าของในการใช้ชีวิตไปหมดแล้ว (หรือจะว่าให้ง่ายก็คือ พวกมันมีเมียคอยบงการชีวิตอยู่) ดังนั้นชีวิตอิสระระหว่างเพื่อนชายต้องหดหายไป อ้าว ! แล้วเพื่อนหญิงล่ะ ใครบางคนเคยถามผม ผมเองไม่ค่อยสันทัดในการคบเพื่อนผู้หญิง (เฮ้อ!) แน่นอน ว่าผมกลายเป็นชายขี้เหงาขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นผมจึงมักรู้สึกว่า เพื่อนในกระเป๋าเป้ เป็นเธอข้างกาย รู้สึกอบอุ่นทุกที ที่ได้ไล่สายตาไปยังเธอ
แล้วทำไมต้องเป็นเธอ ?
หากเอาความรู้ทางจิตวิทยามารองรับความรู้สึกผมในระยะนี้ อาจบอกได้ว่า ผมขาดความอบอุ่นจากเพศตรงข้าม จึงหาที่พักพิงทางใจเป็นหนังสือ หรืออีกข้อคือ ผมเบื่อเพื่อนผู้ชายแล้ว คบกันมาตั้ง29 ปี จิตใจคงอยากเปลี่ยนรสชาติบ้าง
บ้า! บางคนคงอุทานในใจ ก็ได้ผมยอมรับ... แต่บางครั้งการมีสติที่ดี ในโลกที่วุ่นวาย อาจไม่มีความสุข เท่าบ้าๆบอๆ ในโลกของตัวเอง เพราะบางครั้ง เธอทำให้ผมรับรู้เรื่องราวของอีกซีกโลก สัมผัสได้ถึงรสชาติที่ไม่เคยลิ้มลองในหน้ากระดาษ อีกทั้งเธอยังส่งเสียงกล่อม บนที่นอนให้หลับฝันดี แม้บางทีเธอจะเกรี้ยวกราดส่งรสฝาดในเช้าอันขมุกขมัว เมื่อผมส่งสายตาไปยังบรรทัดที่ตัวเองไม่ชอบ แน่นอน ว่าผมข้ามบรรทัดนั้นไป เพื่อรักษาความสัมพันธ์ครั้งเก่าก่อน บางเรื่องที่เธอเล่า เล่นงานผมหนัก บีบหัวใจให้สงสาร นึกรักขึ้นมาจับใจ
ครั้งนั้น เธอคงไม่ได้ยิน ว่าผมร้องเพลง ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย อยู่ในใจ
และที่สำคัญ ผมเลือกเธอ ให้เข้ากับชีวิตผมได้ ท่านผู้อ่านอย่าถือสา หากการเล่าเรื่องราวครั้งนี้ออกจะไม่ปรกติสุขอยู่บ้าง โปรดให้อภัยคนไร้รัก ขาดแคลนเพื่อน ตกหลุมพรางความคิดตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเขลาในการใช้ชีวิต (ช่วงนี้มีเพลง คนที่ไม่เข้าตา ของแคลลอรี่บาร์บาร์ คลอไปด้วยคงจะเข้าท่าดีมิใช่น้อย) แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ หนังสือไม่เคยทำร้ายใคร ไม่ว่าคุณจะมองหนังสือเป็นเพื่อน เป็นสิ่งของ เป็นตัวแทนความรู้ เป็นหมอนเอาไว้หนุนนอน หรือเป็นเธอข้างกายเหมือนที่ผมรู้สึก
ใครบางคนว่าไว้ เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายนั้นหายาก ใช่ ! หากมันยากเย็นมากนัก ลองหาหนังสือเล่มโปรดมาเป็นเพื่อนข้างกายบ้างซิ แต่คงไม่ถึงขนาดอนุมานว่า หนังสือเป็น เธอข้างกายเหมือนผมหรอกนะ ถ้าเข้าขั้นผม เรียกว่า เหงาสาหัส น่าเป็นห่วงเชียวล่ะ
หนังสือเล่มโปรด
ผมเป็นผู้ชายที่มีเพื่อนน้อย เพราะเพื่อนในชีวิตจริง เริ่มมีเจ้าของในการใช้ชีวิตไปหมดแล้ว (หรือจะว่าให้ง่ายก็คือ พวกมันมีเมียคอยบงการชีวิตอยู่) ดังนั้นชีวิตอิสระระหว่างเพื่อนชายต้องหดหายไป อ้าว ! แล้วเพื่อนหญิงล่ะ ใครบางคนเคยถามผม ผมเองไม่ค่อยสันทัดในการคบเพื่อนผู้หญิง (เฮ้อ!) แน่นอน ว่าผมกลายเป็นชายขี้เหงาขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นผมจึงมักรู้สึกว่า เพื่อนในกระเป๋าเป้ เป็นเธอข้างกาย รู้สึกอบอุ่นทุกที ที่ได้ไล่สายตาไปยังเธอ
แล้วทำไมต้องเป็นเธอ ?
หากเอาความรู้ทางจิตวิทยามารองรับความรู้สึกผมในระยะนี้ อาจบอกได้ว่า ผมขาดความอบอุ่นจากเพศตรงข้าม จึงหาที่พักพิงทางใจเป็นหนังสือ หรืออีกข้อคือ ผมเบื่อเพื่อนผู้ชายแล้ว คบกันมาตั้ง29 ปี จิตใจคงอยากเปลี่ยนรสชาติบ้าง
บ้า! บางคนคงอุทานในใจ ก็ได้ผมยอมรับ... แต่บางครั้งการมีสติที่ดี ในโลกที่วุ่นวาย อาจไม่มีความสุข เท่าบ้าๆบอๆ ในโลกของตัวเอง เพราะบางครั้ง เธอทำให้ผมรับรู้เรื่องราวของอีกซีกโลก สัมผัสได้ถึงรสชาติที่ไม่เคยลิ้มลองในหน้ากระดาษ อีกทั้งเธอยังส่งเสียงกล่อม บนที่นอนให้หลับฝันดี แม้บางทีเธอจะเกรี้ยวกราดส่งรสฝาดในเช้าอันขมุกขมัว เมื่อผมส่งสายตาไปยังบรรทัดที่ตัวเองไม่ชอบ แน่นอน ว่าผมข้ามบรรทัดนั้นไป เพื่อรักษาความสัมพันธ์ครั้งเก่าก่อน บางเรื่องที่เธอเล่า เล่นงานผมหนัก บีบหัวใจให้สงสาร นึกรักขึ้นมาจับใจ
ครั้งนั้น เธอคงไม่ได้ยิน ว่าผมร้องเพลง ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย อยู่ในใจ
และที่สำคัญ ผมเลือกเธอ ให้เข้ากับชีวิตผมได้ ท่านผู้อ่านอย่าถือสา หากการเล่าเรื่องราวครั้งนี้ออกจะไม่ปรกติสุขอยู่บ้าง โปรดให้อภัยคนไร้รัก ขาดแคลนเพื่อน ตกหลุมพรางความคิดตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเขลาในการใช้ชีวิต (ช่วงนี้มีเพลง คนที่ไม่เข้าตา ของแคลลอรี่บาร์บาร์ คลอไปด้วยคงจะเข้าท่าดีมิใช่น้อย) แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ หนังสือไม่เคยทำร้ายใคร ไม่ว่าคุณจะมองหนังสือเป็นเพื่อน เป็นสิ่งของ เป็นตัวแทนความรู้ เป็นหมอนเอาไว้หนุนนอน หรือเป็นเธอข้างกายเหมือนที่ผมรู้สึก
ใครบางคนว่าไว้ เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายนั้นหายาก ใช่ ! หากมันยากเย็นมากนัก ลองหาหนังสือเล่มโปรดมาเป็นเพื่อนข้างกายบ้างซิ แต่คงไม่ถึงขนาดอนุมานว่า หนังสือเป็น เธอข้างกายเหมือนผมหรอกนะ ถ้าเข้าขั้นผม เรียกว่า เหงาสาหัส น่าเป็นห่วงเชียวล่ะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
ฝากช่วงเวลาใหม่ของช่องด้วยครับ "ทดลองออกอากาศ" https://www.youtube.com/watch?v=UZbbyVur1bk https://www.youtube.com/watch?v=-...
-
ในช่วงเทศกาลหยุดยาว ภายใน ม ขอนแก่น ผู้คนคงบางตากว่าปรกติ เราเลยขับรถออกมาจากห้องพัก ตั้งใจหนีความอุดอู้ภายในห้องสี่เหลี่ยมที่ล้นไปด้วยความเ...
-
บางคนอาจจะจำเรื่องราวบางอย่างได้ไม่ยาก และหลงลืมเรื่องบางเรื่องโดยไม่รู้ตัว แต่สำหรับความรักแล้ว มีข้อยกเว้น ว่ากันว่ารักครั้งแรกของใครต่อใ...