วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552

มืด

เขาสาวเท้าที่ร้อนรนเข้าไปในความมืด พลางหันรีหันขวางระแวงคนไล่หลัง ในใจคิดแผนการเดินทางล่วงหน้า คลื่นสมองสั่งการเร็วรี่ คงต้องเร่งความเร็วให้ถึงที่หมายก่อนรุ่งสาง หยดน้ำค้างที่เมื่อก่อนเคยเกาะตามใบหญ้า หันมารังควานให้กางเกงสีเขียวหม่นนั้นเปียกชื้น เสียงนกกลางคืนร้องระงมอยู่ไกลๆ ที่โล่งกว้างสุดปลายตาเขียนความรู้สึกกลัวประทับไว้ในใจเขา

“แม่-เอ้ย ! “ เขาสบถอีกที ซึ่งก่อนหน้านี้ก็พ่นคำผรุสวาทออกจากปากไม่รู้กี่หน ถึงยังไงคงต้องเดินหน้าต่อไป ไม่น่าเลย... หากเมือคืน เขาเงยหน้ามองปฏิทินบนฝาผนังสักครั้ง เพื่อตรวจดูวันข้างขึ้นข้างแรมให้แน่ใจ ภัยคงไม่ตามมาใกล้ตัวเยี่ยงนี้

“เปรี้ยง..ง..ง.ง !!! “ เสียงปืนแหวกความมืดพรุ่งตรงมาที่เขา กอหญ้าตรงหน้าคือที่หมายโดยไม่รีรอ แรงขาถีบ ทะยานพาร่างพุ่งลงพื้นราบ มอบคลานลุกลน

“ เปรี้ยง..ง.. เปรี้ยง..ง. เปรี้ยง.. งงง” ลูกปืนยังไล่ตามมาติดๆ ร่างหยุดนิ่งชั่วอึดใจ ทว่าจังหวะใจในทรวงอกยังคงเต้นตึกตัก เขาพยายามพ่นลมผ่านโพรงจมูก ระบายความกลัว พักได้มินานเท่าไหร่ ต้องเงยหน้าตาจ้องตรง กี่คนกันนะที่ตามมา ควานหาในกรอบสายตา เห็นแต่สีดำ

“ เหี้- แค่นี้กะเอาถึงตายเลยหรือวะ?” เขาบ่นเงียบๆ พลางพลิกตัวนอนหงายมองแสงดาวในคืนเดือนแรม ลมเย็นกลางคืนพัดใบหญ้าพลิ้วไหว ลงมาไล้ใบหน้าอ่อนล้าปนตระหนก เหงื่อใหลย้อยฝากรอยไคลเปียกไว้บนผิวผ้า เขาหลับตาหนีอันตรายจากยอดหญ้าปลายแหลม กลิ่นดินเปียกเรียกอดีตในคำนึง คิดถึงเพื่อนที่อยู่แสนไกล ใยเขาต้องมาคลุกคลานกลางแดนแปลกแยกตัวตนเช่นนี้ ไม่ทันรู้ตัว น้ำใสหลั่งไหลออกทางปลายตา ไม่รู้ว่าทะลักออกมาจากส่วนลึกตรงไหนของใจจิต
คงหนีไม่รอดแน่ ตามมากระชั้นชิดเหลือเกิน เขาคิด

เหนือหัวเขาสามสิบองศา ระยะห่างประมาณสองช่วงผืนนา ปรากฏเสียงฝีเท้าย่ำเหยียบ

“ ไหน มันอยู่ไหน ? “ เสียงห้าว กล่าวกร้าวปนคำถาม ราวจะกรีดร่างคนที่เรียกหา

“วิ่งมาทางนี้ แน่นอนครับ “ อีกหนึ่งเสียง ย้ำ
เจตนาแน่วแน่

“อย่าให้กูเห็นนะมึง ไส้ไหลอย่างเดียว “ คนถือปืนยืนมองสอดสายตา ควานหาร่างประสงค์ในม่านดำ มีเพียงเงาหญ้าเท่านั้นที่ล้อเลียนแสงจันทร์ ให้แลเห็น

ไกลออกไปจากที่เกิดเหตุราวหนึ่งกิโลเมตร หรือประมาณสองช่วงผืนนาขนาดสองไร่ ในเรือนไม้ชายทุ่ง ปรากฎแรงห่วงหาของอนงค์นางหนึ่ง ร่างนั้นผอม ทว่าอกตึง ไหลผาย หล่อนเคลื่อนกายกลิ้งกลอกร้องไห้คร่ำครวญบนที่นอน ล้อมรอบด้วยฟอร์นิเจอร์เกลื่อนอาณาเขตส่วนตัว เสียงดนตรีจากเครื่องเล่น เอ็มพีสาม ใต้ชั้นวางตู้รับคลื่นภาพนามโทรทัศน์ ส่งเสียงบอกเนื้อร้องและท่วงทำนองจากลา แต่น้ำตาที่นองหน้านั้น มิได้ก่อเกิดจากดนตรีที่ล่องลอยอวลอบขณะนี้

ป่านนี้จะเป็นเช่นไร ชายใจร้ายที่รุกไล่พี่ เขาคงแลเห็นเพียงรูปร่างภายนอกนี้เท่านั้นหรือ ? ที่นำพาต้องตา ภาษาใจใยไม่สัมผัสถึง หนึ่งใจน้องนั้นเพียงคนึงหาชายเก่า และเขาบุรุษผู้มาใหม่ น้องนั้นฤาก็รักดุจดาวเดือน ใยสองชายมิเข้าใจหญิงงามอย่างน้องเอาเสียเลย พี่เอ๋ย...ตอนขึ้นเรือนก็เตือนแล้วให้ดูดีๆ อาจมีสองตาหมายปลิดชีวี หรือใจจิตคิดแต่จะร่วมรัก ไม่ปฏิบัติตามปฏิทิน ยินเสียงตกลงในวานวันหรือเปล่า คราวนั้นน้องนัดวันเดือนมืดมิใช่หรือ?

นั่นเป็นกลุ่มคำแปลจากการร้องไห้ร้องห่ม บ่นภาษาใจด้วยน้ำตา ตอนนี้หล่อนยังไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะดีหรือร้าย แต่ที่แน่ๆ หล่อนหิว แหกปากร้องมาเสียนาน จนลืมไปว่ากระเพาะที่ไม่มีปาก ก็โอดครวญเป็นเสียง ผ่านผิวหน้าท้องเรียบเนียนได้ “กินข้าวดีกว่า “ หล่อนว่าพลางก้าวเท้าเข้าครัว

“มันเป็นใครกันวะ “ คนถือปืนคนเดิม ถามลูกน้องที่ตามติด

“ไม่รู้ครับ ม้ามืด มากับรถเร่หนัง “ คนตัวเล็กว่า

“ อีนี่ชัก ตุกติก คิดนอกใจ “ คนถือปืนพูดถึงอนงค์นางนั้น พลางควักซองพลาสติกรูปสี่เหลี่ยมด้านเท่าออกจากกระเป๋ามาพลิกไปมาบนกลุ่มนิ้วแก้เซ็ง หากมองลึกลงไปที่รายละเอียดบนผิวพลาสติกซองนั้น ก็จะเห็นตัวอักษรภาษาไทย เขียนว่า ถุงยางอนามัย กลิ่นสตอเบอร์รี่ ผิวไม่เรียบ ใช้ได้ครั้งเดียว วันหมดอายุ และสัญลักษณ์ มาตรฐาน อย. ไทย

“ ห่-เอ้ย แม่-ไม่ได้ใช้อีกแล้ว “ สายตาที่เหลือบมองซองที่ว่า หันมาทางคนตัวเล็ก

“ผมไม่เข้าใจพี่เลย คนอื่นมีให้ทำตั้งเยอะตั้งแยะ ทำไมพี่หลงอีนี่นัก” จริงดั่งว่า คนถือปืนเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงหลงนักหลงหนา กับอีแค่หญิงปลายนาคนเดียว

ละอองเย็น กระเด็นเข้าประทะใบหน้าชายที่นอนหงายรอเวลาปลอดภัย เม็ดน้ำตกลงตามแรงโน้มถ่วงโลก แหม๊ะ! รู้ทันทีว่าละอองเย็นนั้นเป็นฝน ตกอะไรเอาตอนนี้วะ เขาคิด เคราะห์ซ้ำ กรรมซัดจริงๆ

“พี่ฝน ตก “ คนตัวเล็กว่า

“ เออ! บ้านกูไม่ได้แล้ง รู้หน่า ว่าเป็นฝน “ คนถือปืนพาล คนตัวเล็กชะงัก สายตามองผ่าความมืดสู่ต้นเสียงแสนกวนตีน แม้เคืองเท่าไร ก็ให้อภัยได้ เพราะคนข้างกายคือลูกพี่

“ดี ! ตกมาก็ดี กูจะรอจนกว่าน้ำท่วมปากมัน ดูซิ มันจะนอนหลบไปได้นานมั้ย ” คนถือปืนบอกคนตัวเล็ก เสียงดัง เชิงป่าวประกาศให้ใครอีกคนได้ยิน

“แล้วเราไม่เปียกหรือพี่ “ คนตัวเล็กสงสัย

“เปียกเป็นเปียกสิ!” คนกล้ามใหญ่กว่าตอบสวนทันควัญ “เกิดเป็นชายสามสอกกูบ่กลัวดอก กะอีแค่ฝน รึมึงกลัว “ ผู้เป็นลูกพี่หันกลับมาย้อนเชิงท้าทาย

“กลัวหนาวโว้ย!” นั่นเป็นแค่เสียงในใจ มีหรือจะกล้า เปล่งวาจาว่าเจ้านาย ทำได้เพียงยิ้มสู้

ชายที่นอนหงายแน่นิ่ง ส่งความทรงจำสู่กระท่อมปลายนาในอดีต ครั้งนั้น เขากับเพื่อนรัก กำลังลบรอยร้าว จากแรงกระทบ เรื่องรักหญิงคนเดียวกัน

อนงค์ บนเรือนไม้ชายทุ่ง นางนั้นคือต้นเหตุ

สองชาย กับหนึ่งใจหญิงที่อยากครอบครอง ไม่ใครคนหนึ่งต้องลิ้มลองกับความผิดหวัง เขาคือผู้โชคดีครานั้น เพื่อนรักตัดใจสมัครอาสา ด้วยจิตกุศล เสนอตนสู่พื้นที่ด้ามขวาน พิทักษ์รักษาเยียวยาใจตนและคนอื่น สามปีผ่านไป ความโชคดีของชายที่นอนหงาย คราวนั้น กลับกลายเป็นความยุ่งเหยิงในยามนี้
หล่อน รูปงามจนต้องตาชายคนอื่น และหล่อนเองก็มิอาจฝืนความต้องการของใจ ที่ใฝ่หารักมากกว่าหนึ่ง เขาจึงต้องหักหารใจ เดินทางออกไกล ร่อนเร่ ฉายหนัง เพื่อปลดเปลื้องทุกข์ออกจากใจ

วันเวลาเดินผ่าน ถึงคราวของโชคชะตาแวะมาเล่นตลก รถหนังเร่วิ่งเข้าสู่ปากทางหมู่บ้าน แม้ห่างหายไปหลายปี ชายที่นอนหงายจำได้ดี นี่คือหมู่บ้านของเขาเอง
ท่ามกลางผืนฟ้าคืนเดือนมืด แสงสว่างจากภาพเคลื่อนไหวกำลังโลดแล่นบนจอผ้าใบขาวขุ่น ปรากฎชายหญิงคู่หนึ่งกำลังหลบมุมเจรจาเรื่องความหลัง

อนงค์ บนเรือนไม้ชายทุ่ง นัดแนะให้เขาไปหาที่เรือน ในคืนเดือนมืดครั้งหน้า เขามิใคร่อยากไปนัก แต่ใจกลับห่วงหา อยากจะเจรจาถามทุกข์สุขให้หนำใจ แต่สถานการณ์ไม่สู้ดี เจ้าของรถหนังเร่ ดันแวะมาปลดทุกข์ในทิศที่เขากำลังยืนอยู่ การสนทนาตกลงจึงขาดช่วงโดยพลัน

บางครั้งความเหงา ก็เข้ามากวนใจคนพเนจรให้สับสน เขาตัดสินใจกระโดดลงจากรถหนังเร่ ที่กำลังมุ่งหน้าออกจากหมู่บ้าน แล้วอำพลางตัวในชายทุ่งครุ่นคิดถึง สถานะการหลังฟ้ามืดมาเยือน

เมื่อหล่อนพบเขา คลาดเคลื่อนวันนัดหมาย ภาพชายใจร้ายกับลูกน้องที่มิใช่ผัวหล่อน(อีกคน) ผุดขึ้นมาทันที ตายล่ะซิ วันนี้พี่เสือจะแวะมานอนด้วย นี่ฉันจะสับรางเยี่ยงไร ดี

เปรี้ยง..ง..ง.ง !!! “ เสียงปืนส่งสัญญานให้เขาและหล่อนรู้ทันที ว่าหลังจากนี้คงต้องจากลากันแล้ว

“เปรี้ยง..ง..ง.ง !!! “ “เปรี้ยง..ง..ง.ง !!! “ “เปรี้ยง..ง..ง.ง !!! “ เสียงปืนยังคงดังสนั่นฟ้า

เขาผู้ที่ตอนนี้กำลังนอนหงายท้าทายสายฝน ไม่ค่อยเข้าใจในสถานการณ์ก่อนหน้านี้นัก ใจหนึ่งก็ยังรัก ใจหนึ่งก็กลัว ทำไมหล่อนไม่พูดอะไรสักคำ คนที่ไล่ล่าเขาเป็นใครกันหนอ เขาคิดถึงเพื่อนที่ตัดสินใจ อาสาไปใช้ ชีวิต เพื่อรักษาความสงบในแดนดินด้ามขวาน มันจะรู้บ้างไหมว่าเพื่อนคนนี้กำลังจะตายอย่างไร้ค่า

ระดับน้ำเริ่มสูงขึ้น มันกำลังจะท่วมปากเขาอยู่แล้ว คนที่ไล่ล่าคงยืนรอ หลังม่านฝนสีดำตรงหน้า เขานี่กระมัง หากลุกขึ้นตอนนี้ ไกปืนคงถูกเหนี่ยวด้วยปลายนิ้วที่เคียดแค้น
สามปีก่อน เขากลัวความตาย หากอาสาไปใช้ชีวิตในแดนดินที่ไม่สงบตามเพื่อนรัก เขาคิดว่าเป็นความโชคดีของเขาที่ได้อยู่ใกล้ๆรอยยิ้มและรูปกายหล่อน เขาลืมเพื่อนผู้อยู่แดนไกลที่เดินออกไปจากความยุ่งเหยิงครานั้น หนึ่งปีที่ความสุขทำให้เขาลุ่มหลงอะไรหลายอย่าง และสองปีกับการเร่ร่อนฉายหนังเร่ในขณะที่ใจหงอยเหงา
ทว่านาทีนี้เขาคิดถึงเพื่อนรักเหลือเกิน หากรอดตายครานี้ เห็นทีจะต้องเดินทางลงไปตามเพื่อนเสียหน่อย

โอ้...อนิจจา ระดับน้ำท่วมปากทำให้เขาสำลักและยันกายลุกขึ้นจากที่ราบระดับน้ำ ในผืนนา

“เปรี้ยง..ง..ง.ง !!! “ เสียงปืนส่งลูกตะกั่วมุ่งตรงมาที่เขา

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ฝนตกที่ไหน ใครต่อใครก็หวั่นไหวที่นั่น

เข็มนาฬิกา กำลังเดินทางไปข้างหน้า ในขณะที่ฟ้ากำลังมืดมัว แน่นอน ว่าสายฝนกำลังจะเดินทางมาเยี่ยมเยือนในไม่ช้า หลายคนมองขึ้นเหนือหัว พลางคิดอะไรต่างๆ นาๆ ตามวิถีที่ตนเองจะเดินต่อไป

ชาวนาบางคนอาจกำลังครุ่นคิด ว่าชีวิตหลังฟ้าฝนโปรยปราย จะสดใสเยี่ยงไร ในนาทีนั้น ยายสี คงยิ้มให้กับเม็ดน้ำที่ร่วงหล่น หลานคนแรกของหล่อน ที่แม่มันทิ้งไว้ให้ดูแล คงจะไม่งอแงหากสายน้ำไหลมาตามแนวดินให้สายตาวัยอยากรู้เห็นเมียงมอง

ในขณะที่ สมฤดี คงกำลังวางแผนการเดินทางด้วยรถประจำทาง หลบความเปียกให้ถึงที่พักก่อนฟ้ามืดหลังเลิกงาน เพื่อที่จะได้มีเวลาเตรียมตัวสักหน่อย วันนี้ชายหนุ่มนายแบงค์นัดหล่อนที่ เติมรมณ์

อีกด้านของมุมเมือง จันทราหนุ่มใจศิลป์ร้างรัก กำลังด่าทอสายฟ้า ว่าใยมามีที่ท่าหึกเหิมเช่นนี้ เขานัดหญิงสาวที่กำลังจะก้าวผ่านรั้วมหาวิทยาลัยในไม่ช้าไว้ ว่าจะซ้อนมอเตอร์ไซท์ ไปกินจิ้มจุ่มริมคลองกันสักหน่อย วินาทีที่เขาสถบให้ลมแรง หารู้ไม่ว่า หญิงสาวที่เขานัด ก็กำลังคิดแผนการ ขีดเขียนเส้นทางที่รถประจำทางแล่นผ่าน เธอแอบคิดไม่ได้ว่า หากสองเราจูงมือกันขึ้นรถเมล์ จิ้มจุ่มหม้อนั้นจะเปลี่ยนรถชาติไหม

บอย หนุ่ม ฮิปฮ็อปวัยแรกรุ่น ที่กำลังหลงไหลรอยยิ้ม หญิงที่หมายปอง เขากำลังคิดครอบครองจับจองพื้นที่ในใจเธอ ทว่าบ่ายนี้เขามีปัญหา นิดหน่อยเพราะสายฝนยามบ่ายพาเขาเคลื่อยย้ายตัวเข้าสู่ที่นอน เขาหลับไปเมื่อไหร่ มิใคร่รู้ สะดุ้ง ตื่นอีกที เพราะเสียงโทรศัพท์

“ทำอะไรอยู่ ทำไมไม่รับโทรศัพท์ ” เธอมีน้ำเสียง ฉุนเล็กน้อย บอยรีบตอบทันควัน

“อ๋อ… เรานอน เวน อยู่” (เรานอนกลางวันอยู่)

เธอคงไม่แน่ใจกับ ประโยคที่ได้ยิน “ หา ทำเวรหรอ มาทำอะไรวันเสาร์อ่ะ”บอยใจหายแว้ป กับคำพูดเผลอไผลไร้การใคร่ครวญ ทว่าโชคดีที่ ในใจกับคิดแก้การทัน

“ฮือ… เราโดนลงโทษ ครูให้มาทำเวรตอนวันหยุดอ่ะ นี่เราเหนื่อยจังเลย ไปกินไอติมที่ เซเวนเซ่นท์ ไหม เดี๋ยวบอยเลี้ยงเอง ” หญิงปลายสายยิ้มให้กับความน่ารักของเขา เพราะที่บ้าน เธอก็ชอบนอน เวน เหมือนกัน

ไผ่ หนุ่มวัยเริ่มต้น ทำงาน กำลังสับสนว่าจะเลือกยางยี่ห้อไหนดี ที่มีคุณสมบัติรีดน้ำออกจาก ฮอน์ด้าแอคคอร์ดคู่ใจเขาได้หมดจด บอยกลัวว่านุ้ย จะได้รับอันตรายหากโดยสารไปกับเขาด้วยรถคันนี้ในยามฟ้าฝนคนอง ในนาทีที่นุ้ยได้รับรู้การเปลี่ยนยางใหม่หมดทั้งสี่เส้นเพื่อเธอ ความสุขที่ยืนอยู่ข้างๆ แล่นเข้ามาสวมกอดพร้อมเขา

ข้างนอกหน้าต่างแฟลตข้าราชการ ลมฝนกำลังพัดพาความเหงาเข้ามาหา ชุดา เธอหยิบโปสการด์ขึ้นมาเขียนหาใครคนหนึ่ง แม้ว่าเขาจะไม่เคยอ่านมันสักใบก็ตามที หลังฝนหยุดครานี้ เธอจะขี่จักรยานออกไปซื้อมาอีกสักสามใบ อย่างน้อยเด็กชายตัวเล็กวัยขวบเศษๆ ลูกชายเจ้าของร้านโปสการด์ ก็ทำให้ชุดายิ้มได้

ครืน..น.นนน ครืน..น.นนน

สายฝนทิ้งตัวลงมาแล้ว... น้องแก้ว เด็กหญิงตัวน้อยวัยห้าขวบนั่งจ้องทีวี เจ้าหนูชี้ไปที่ แพนด้าน้อยในข่าว พลางส่งเสียงให้แม่ได้ยิน “แม่ๆ หลินฮุ้ยกินป๊อกกี้แล้ว” ผู้เป็นแม่หันมายิ้มให้กับลูกสาว “เค้ากินต้นไผ่จ๊ะลูก จะได้แข็งแรงเลี้ยงแพนด้าน้อย ได้ตัวโตๆเท่าหนูไง ”

ครืน..น.นนน

เสียงฟ้าคำรามยามบ่ายแก่ๆ แจกจ่ายความเปียกปอนให้กับ ตุ๊กตา สาวออฟฟิศ ที่โดนพิษเศรษฐกิจล้อเล่น เธอโดนระบบทุนนิยมเตะกระเด็นออกจากงานประจำ กำลังจะร้องไห้ ใต้ตึกใกล้ตลาดเปิดท้ายในมหาวิทยาลัย เธอโกรษที่ฝนฟ้าเทลงมา เมื่อวานนี้ยังขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ได้กำไรเป็นหลายเท่าตัว บ่ายนี้เธอหวังว่าจะเป็นเช่นนั้น ทว่าความหวังมันพังลง เพราะสายฝนเดินทางมาเยือนพร้อมกับการบอกเลิกลาจากชายหนุ่มที่รัก ไม่นานเธอก็ร้องไห้ น้ำตาฟ้ากับน้ำตาเธอ ไหลลงสู่ดินพร้อมกัน ครู่หนึ่งในขณะที่เริ่มเช็ดน้ำตา เธอเห็นภาพพ่อหลวง ในปฎิทินข้างฝา วินาทีนั้น เสียงของพ่อที่บอกว่า “อยู่อย่างพอเพียง ” ได้เขียนรอยยิ้มบนใบหน้าเธอแล้ว

ครืน..น.นนน ครืน..น.นนน

ไม่นานเกินรอ ฟ้าฝนก็เริ่มซา หนึ่งชั่วโมงของสายฝน ทำให้น้ำเออล้นแนวท้องร่อง กลายเป็นคลองขนาดย่อม ป๋อง เด็กขายเรียงเบอร์กำลังเอากระดาษที่ว่ามาพับเป็นเรื่อไหลไปตามจินตนาการและความฝัน ป๋องยิ้มเหมือนอยากให้คนทั้งโลกยิ้มไปกับเขาด้วย

ธรรมชาติเลิกพิโรษแล้ว เม็ดฝนเริ่มจาง ทุกจังหวะชีวิตที่สะดุดเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง สายน้ำที่เจิ่งนองรินไหลกลับสู่ที่ต่ำ ใครหลายคนกำลังยิ้มกับสายรุ้งที่ปรากฎปลายฟ้า แม้ช่วงเวลาที่ผ่านมาฟ้ามืดมนมัวหมองเท่าใด หากแต่ เวลานี้ใครๆก็รู้ ว่า...แสงสว่างยังคงเดินทางมาจากทิศตะวันออกเสมอ

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

วันวาเลนไทน์

10.00 น เช้าวันวาเลนไทน์
ผมกำลังอยู่บนถนนสายหลักแห่งหนึ่งในเมืองขอนแก่น ความตั้งใจตั้งแต่แรกเริ่มสำหรับแผนการณ์ถ่ายทำ สารคดีชิ้นใหม่ มันเริ่มก่อร่างสร้างตัวในหัวผมตั้งแต่หลายอาทิตย์ก่อน ที่ตั้งหวังว่า น่าจะได้ข้อมูลอะไรที่น่าสนใจสำหรับการติดตามบรรยากาศเทศกาลแห่งความรักในวันนี้ผมคิดว่าบางครั้งหากคนในสังคมให้ความสำคัญกับวันนี้เพื่อแสดงออกถึงความรัก บรรยากาศจริงๆน่าจะมีสีสันพอที่จะให้ผมเก็บภาพแห่งความทรงจำดีๆนี้ไว้

ทว่าในเวลานี้ ผมเริ่มไม่แน่ใจกับจินตนาการดั้งเดิมแล้ว ว่ามันจะเป็นจริงดั่งที่ผมคาดคะแนหรือไม่ เพราะมันไม่ต่างอะไรจากวันอื่นๆเลย

เอาน่า! อย่างน้อยมันน่าจะมีอะไรสักอย่างให้เก็บภาพไว้วันวาเลนไทน์เพิ่งเริ่มต้น ผมปลอบใจตัวเอง

ผมเปิดประตูรถออกมา หลังจากที่หาจังหวะเลี้ยวเข้าจอดรถอยู่นานพอควร ลมร้อนและไอแดดทักทายผิวเนื้อผมได้อย่างร้อนแรง เมื่อครู่สายตาผมเหลือบมองเห็นหนุ่มสาวคู่หนึ่งกำลังนั่งคุยกันในร้านอาหารริมทาง ท่าทางน้องทั้งสอง น่าจะร่วมมือให้ข้อมูลสำหรับสารคดี เกี่ยวกับความรักชิ้นใหม่ของผมได้

ผมเปิดประตูหลังรถ หยิบกล้องวิดีโอมาเช็คความพร้อม ม้วนเทปถูกบรรจุไว้พร้อมตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว

จู่ๆผมก็เกิดความไม่มั่นใจขึ้นมาโดยพลัน อาการประหม่า และลังเล เข้ามาอยู่ในใจหนุ่มสาวคู่นั้นอาจจะต้องการความเป็นส่วนตัวสำหรับวันนี้ ความรักและความเข้าใจอาจจะแยกเขาทั้งออกจากออกจากทุกสิ่งรอบตัว แล้วผมเป็นใคร จะเข้าไปวุ่นวายกับเขาทำไม

ผมครุ่นคิด และเผลอมองขึ้นไปบนฟ้า พลันเห็นหน้าใครคนหนึ่งแว้ปขึ้นมาบนนั้น ป่านนี้เธอคงจะเตรียมตัวออกไปเที่ยวนอกบ้านซินะ

“อ้าวมาจอดรถ ทำอะไรที่นี่อ่ะพี่ ”เจ้าของเสียง เรียกผมออกมาจากความหลังเมื่อครู่

ผมยิ้มให้กับรุ่นน้องคนหนึ่ง บังเอิญจริงๆ ที่เจอ น้องคนนี้ เธอเคยช่วยผมทำงานหนังสือ อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ดีเลย ครานี้เธอคงจะเป็นตัวช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีสำหรับการขอเข้าสำภาษณ์ความคิดเห็นเกี่ยวกับความรัก ของชายหญิงคู่ที่ผมหมายปอง

เพราะผู้หญิงเชื่อมอะไรๆหลายอย่างบนโลกนี้ให้เข้ากันได้ดีเสมอ
เธอตอบตกลงแนน

อายุ 19 ปี ปีหนึ่ง มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง

“วันนี้วันก็เหมือนทุกๆวันอ่ะพี่ แต่ดีหน่อยที่เราจะได้ของขวัญ แต่ที่พูดนี่ไม่แน่ใจนะคะ ว่าจะได้มั้ย แต่ถ้าไม่ได้มีเฮชัวร์ ก็คนนั้นอ่ะ (เธอโบ้ยหน้าไปทางชายหนุ่ม)นั่งเล่นเกมตลอดคืนเลย นี่หนูเพิ่งไปแคะเข้าออกมาจากที่นอน นะเนี่ย”

แนนพูดจาได้น่ารัก เปิดเผยตามวัย และยิ้มสดใส ผมขอให้เธอแยกออกมาถ่ายทำ โดยที่ไม่ให้ชายหนุ่มข้างกายเธอรับรู้เผื่อว่าจะได้ความจริงบางอย่าง (เอ๊ะ ผมทำสารคดีหรือกำลังสร้างความร้าวฉานคู่รักกันนะ) ชายหนุ่ม ของเธอหัวเราะ ก่อนบอกผมว่า “ฝากถามด้วยนะพี่ ว่า กิ๊ก ชื่ออะไร”

ผมได้ข้อมูลทัศนะคติเกี่ยวกับความรักของแนน มาเยอะพอสมควร บางช่วงเธอขอให้งดบันทึกเทป ด้วยเกรงว่าจะไม่มีความลับหลงเหลือ ผมรับปากว่าจะรักษาสัญญา เสมอ เธอทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า

“ความรักก็เหมือนความลับอ่ะพี่ เมื่อเปิดเผยแล้ว มันก็หมดความสนุก”

ปาน 23 ปี วิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอกชน ในขอนแก่น

“จริงๆผมรักเค้านะพี่ ไม่รู้ซิ ความรักแต่ละคนมันแตกต่างกัน แต่บางทีผู้หญิงชอบให้แสดงออก ผมมันคนเฉยๆไงครับ เค้าเลยงอน และชอบถามว่า รักเค้าหรือป่าว เค้าไม่รู้หรอก หรือรู้มั้งเลยชอบให้ทำ

” รู้เรื่องอะไรหรอ" ผมถาม
“เค้ารู้ ว่าผมชอบเค้าตอนงอน และถามเราว่า รักเค้าหรือป่าว แต่ผมไม่ตอบเค้าสักที ” ปานยิ้ม และขอร้องว่า ถามแค่นี้พอแล้ว “มันเขินนะพี่” ปานบอกผมทิ้งท้าย ก่อนที่ผมและน้องผู้ช่วยถ่ายทำ ชั่วคราว ล่ำลาและส่งคำขอบคุณออกมา

น้องผู้ช่วยถ่ายทำจำเป็นของผม ขอตัวลากลับหอพัก เพราะวันนี้เธอก็มีเดทเหมือนกัน ผมส่งคำขอบคุณ และบอกว่า เธอเป็นคนเรียกความมั่นใจในวันนี้ ให้ผมกลับมาทำงานสารคดีได้

“แล้วพี่ล่ะ มัวมาถามคนอื่น ไม่ถามตัวเองมั้งอ่ะ” ผมยิ้มแทนคำตอบส่งไปให้เธอ

11.00 น.โดยประมาณ
ผมนั่งพักจิบกาแฟในร้านประจำ สายตาพลางสอดส่ายหา เป้าหมาย ที่อาจจะเข้ามาที่ร้านแห่งนี้ วันนี้เสียงเพลงในร้านอบอวลไปด้วยความหมายแห่งรัก พนักงานทำหน้าที่ได้ดีเข้ากับบรรยากาศเสียจริง

11.30 น. กาแฟผมพร่องจากปากแก้วไปเยอะพอควร อากาศเริ่มอบอ้าว ช่วงเวลาที่ผ่านมา มีหนุ่มสาวเข้ามาในร้านประปราย ผมหาจังหวะที่จะเข้าไปสำภาษณ์เขาเหล่านั้นไม่ได้เลย ทำได้แค่ถ่ายบรรยากาศต่างๆที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตเข้ามาในเฟรม ผมกำลังจะหมดความตั้งใจในการรอ เขาก็เดินเข้ามาในร้าน ผมยิ้มให้กับตัวเอง ชายสูงวัยคนนี้น่าจะช่วยผมได้

ลุงประเสริฐ อายุ 55 ปี อาชีพ รับราชการ

“ผมเห็นลุงมาดื่มกาแฟที่นี่คนเดียวทุกวันเลย วันนี้วันวาเลนไทน์ ไม่พาใครมาด้วยหรอครับ ”ผมกล่าวคำทักทาย ซึ่งน่าจะเข้าข่ายความคุ้นเคยได้ เพราะผมกับลุงคนนี้ เจอกันที่นี่ บ่อยๆ “พ่อหนุ่มก็มาคนเดียว วันนี้ก็ยังมาคนเดียวเหมือนกัน จะมาถามทำไม” ผมยิ้มตอบลุงอย่างคนเข้าอกเข้าใจกันและเริ่มบอกแผนการณ์ในใจ ลุงให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

“บางทีเราก็เหงานะ ดีที่มีหลาน รักมันเหมือนลูก เห็นมันงอแงเมื่อไหร่ รู้สึกว่า เออ อย่างน้อยเราก็ไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก ” ลุงวางแก้กาแฟลง แล้วหยิบน้ำชาแก้วเล็กขึ้นจิบต่ออย่างรู้จังหวะ “ก่อนจะหย่า แทบฆ่ากัน เขาเอาไปหมดเลยนะ เหลือรถมอเตอร์ไซท์ให้ลุงคันเดียว เรามันคนง่ายๆ เลยยอมไป ทั้งๆที่หามาแทบตาย เขาว่า เขาเป็นผู้หญิง เลิกร้างแล้วเป็นม่าย เสียหายมากกว่าเรา ”

ผมมองภาพในวิวไฟล์เดอร์กล้องอย่างจดจ่อ ไม่กล้าเงยหน้ามองลุง ได้แต่ฟังเสียงในใจ ที่หลายประโยคนั้น ผมคาดไม่ถึงว่าจะออกมาจากปากชายสูงวัยผู้นี้

“เขาไม่เข้าใจเรา เราก็ไม่เข้าใจเขา ก็เท่านั้น ”

12.30 น. เสร็จสิ้นการถ่ายทำ กล้องถูกเก็บเข้ากระเป๋า ผมอาสาเลี้ยงกาแฟแก้วนั้นของลุง ก่อนที่ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกัน เหตุการณ์เมื่อครู่ทำให้ผมรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่สื่อสารระหว่างลุงกับงานสารคดีของผม มันจุดประกายให้งานสารคดีที่จะทำเปลี่ยนทิศทาง หลังจากนี้ผมจะเก็บกล้องลงในกระเป๋า และจะไม่หยิบมันขึ้นมาใช้อีกเลยในวันนี้ ระหว่างการสำภาษณ์ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ลุงกำลังจะแสดงความรู้สึกออกมา แต่กล้องวิดีโอคือสิ่งแปลกปลอมที่ขวางกั้นระหว่างลุงกับผม แกคงกังวลกับกล้อง แม้กล้องมันจะทำหน้าที่บันทึกภาพเสมือนจริงได้ดี แต่บางครั้งความจริงที่เจ้าของปลดปล่อยออกมา อาจจะไม่ต้องการการเปิดเผยมากนัก ผมหยิบเครื่องเล่นเอ็มพีสาม ขนาดเล็ก ที่หยิบติดมือมา เผื่อว่าจะได้ใช้มันบ้างในบางโอกาส ขึ้นมาทดสอบเช็คสภาพการทำงาน หลังจากนี้ ผมต้องการแต่เสียงของความรู้สึกต่างๆ เกี่ยวกับความรักเท่านั้น งานสารคดีที่จริง อาจไม่จำเป็นต้องก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวของผู้ให้ความจริงแก่เรา

13.00 น. ในห้างสรรพสินค้า แฟรี่พลาซ่า

หลังจากที่ผมวนรถอยู่นาน สองนาน กว่าจะได้ที่จอด แล้วพาตัวเองมาอยู่ ในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดัง ภายในร้านคราคร่ำไปด้วยวัยรุ่นชายหญิง รู้สึกได้ทันทีว่าตัวเองเป็นบุคคลแปลกปลอมสำหรับสถานที่แห่งนี้ ผมกำลังรอ หญิงสาวคนหนึ่ง หลังจากการโทรศัพท์นัดหมาย ให้ช่วยแวะมาสำภาษณ์หน่อย เธอตอบตกลงอย่างง่ายดาย เรารู้จักกันมาหลายปีแล้ว ตั้งแต่ผมยังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธุรกิจบันเทิงเมื่อสองปีก่อน

ผมอนุญาติให้เธอพาแฟนสาวมาด้วยจะได้ถามไถ่เรื่องราวไปพร้อมกันเลย

เธอหัวเราะอย่างเขินๆ “ อย่าเลยพี่ เดี๋ยวเค้าเจอพี่จะเปลี่ยนใจ”เธอคนนี้ มีแฟนเป็นผู้หญิง

ตาล อายุ 22 ปี กำลังศึกษามหาวิทยาลัยเอกชน พร้อมๆกับการทำธุรกิจอะไหล่รถ

“ก็คิดว่าเราได้เปรียบคือ แบบว่า เราเข้าใจหัวอกผู้หญิงได้ดี ว่าเค้าต้องการอะไร ” เธอตอบคำถามแรกเมื่อจิบกาแฟร้อน ได้สักพักหนึ่ง ส่วน ผมกำลังมีปัญหากับเครื่องบันทึกเสียง เพราะไม่แน่ใจว่ามันกำลังทำงานอยู่หรือป่าว เธอจึงเสนอว่าให้จดใส่กระดาษไปด้วย กันพลาด ซึ่งเป็นคำแนะนำที่ดี

“บางครั้งเราก็ไม่คิดมากอะไรนะ รู้สึกว่าชอบยังไงก็แสดงออกอย่างนั้น พยายามเอาความจริงใจเข้าแลก แต่ของอย่างนี้มันรู้สึกได้นะ ว่าความรักมันไม่มีคำ ฮืม..ม.ม มัน ยังไงอ่ะ แบบว่า พูดไม่ถูกว่ะ ”

“นิยาม” ผมช่วยเธอเลือกหาคำแทนความ

“เออ! ประมาณนั้นแหละ ....ไม่รู้ซิ มันสัมผัสได้นะ เรารู้ว่า คนประเภทอย่างเรา มันแบบว่า แสดงออกแรง หึงแรง หวงแรง แต่ก็ เค้าอาจจะชอบก็ได้นะแต่ อย่าเอาคำตอบของเราคนเดียวไปตัดสินคนทั้งหมด หลายอย่างมันมีที่มาต่างกันอ่ะ”

ผมยิ้ม แสดงความหมายว่า เข้าใจในสิ่งที่เธอพูด แล้วเราก็ เส ออกนอกเรื่องงานไปคุยกันเรื่องอื่น ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบตามประสาคนไม่ได้เจอกันนาน เรื่องการบ้านการเมือง จนมาถึงคำถามสุดท้ายที่ผมยังลังเล ว่าจะถามดีหรือป่าว และด้วยเพราะเราสนิทกันอยุ่ในระดับหนึ่ง ผมจึงกล้าส่งคำถามนี้ออกไป

“ถามจริงๆนะ ถ้าวันหนึ่งน้องเขาเกิดไปคบกับผู้ชายล่ะ” เธอยักคิ้วทำท่านักเลง “อ้าวพี่ เคยตกโต๊ะ วันวาเลนไทน์หรือป่าว”

ผมหัวเราะ รู้ทันทีว่าเธอพูดเล่น “ความรักมันก็ไม่แน่ไม่นอนนะพี่ ถึงเวลามันไม่ใช่ เค้าก็ไป แต่ตอนนี้เรารักเค้า เราหวงเค้า เราก็แค่อยากให้เค้าอยู่กับเรานานๆ วันหน้าไม่รู้หรอก ที่สำคัญ อย่าหลอกตัวเองก็เท่านั้น ” ผมจบการสำภาษณ์เธอหลังสิ้นสุดคำถามสุดท้ายนี้ แล้วล่ำลากันด้วยประโยคเดิมๆเหมือนทุกครั้งที่เจอกัน แต่ก็ไม่เคยจะเป็นเหมือนคำลานี้เลย

“ไปล่ะ เจอกันที่ยูบาร์นะพี่”

15.00 น. ผมขับรถออกมาจากแฟรี่พลาซ่า มาหยุดที่กลางสี่แยกแห่งหนึ่ง จากนั้นก็ชลอรถเตรียมจอดข้างทาง ผมคิดแผนการสำภาษณ์นี้ไว้ตั้งแต่สตารท์รถแล้ว ว่าอยากจะไปถาม คนขายพวงมาลัยริมทาง และแม่ค้าขายกาแฟริมถนนดูบ้าง อาจจะได้คำตอบที่แต่กต่าง และช่วยให้งานสารคดีของผม มีมิติที่หลากหลายขึ้น ผมเช็คเครื่องอัดเสียง ให้อยู่ในความพร้อม และเดินหน้าไปหาป้าคนหนึ่ง

ป้าจิต อาชีพ ขายพวงมาลัย สี่แยกประตูเมือง

“โอ้ย.ย.ย.ย มาถามเอาอะไรกับป้าล่ะลูก วาเลนไทน์บ่ ” ผมยิ้มและอธิบายคำถามให้ป้าเข้าใจ

“ไม่รู้ เห็นแต่ลูกเค้าขอเงินไปซื้อ ดอกกุหลาบ ป้าก็บอกว่า เอาพวงมาลัยของแม่ บ่ได้บ่ ” ป้าแกหัวเราะอย่างมีความสุข และบอกผมว่า นั่นคือการแซวลูกสาวของป้า แกเอง

“ก็วันนี้วัยรุ่นเขาชอบกันเนาะ เราคนแก่แล้วก็ไม่รู้หรอกว่า มันเป็นแบบไหน รู้แต่ว่าดอกกุหลาบจะขายดี ก็เคยคิดจะขายนะ แต่แบบว่าเราก็ไม่รู้ที่รับที่ส่งขาย ก็เลยขายแต่ดอกมะลินี่แหละ ” ผมยิ้มและขอบคุณป้าด้วยการอุดหนุนพวกมาลัยดอกมะลิ ในใจรู้สึกว่านี่เป็นคำตอบที่ผมไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะมาอยู่ในสารคดีวันแห่งความรักของผมได้ เลย

15.30 น แผนการในหัวผมที่วางไว้ หมดลงแล้ว ยังไม่รู้จะไปไหนต่อ แต่เวลายังเหลือ อีกสองชั่วโมงก่อนที่ผมจะไปปักหลักที่ไหนสักแห่ง เพื่อถ่ายแสงอาทิตย์สุดท้ายจะลับฟ้าในวันวาเลนไทน์ ผมตัดสินใจขับรถมาจอดณ ปั๊มแห่งหนึ่งริมถนน พลันภาพในอดีตก็วิ่งเข้ามาให้นึกถึง

เธอเคยแวะกดเงินที่ตู้เอทีเอ็มตรงนี้ และหันมายิ้มให้ผมอย่างสดใส ก่อนที่จะเข้าไปเลือกขนมข้างในซุปเปอร์มาเกท์ แต่ในวันนี้ผมกำลังมองตู้เอทีเอ็มตู้เดิมด้วยความว่างเปล่า แต่ยิ้มนั้นยังไม่จางหายไปไหน เมื่อหลุดออกจากความหลังเมื่อครู่ ผมก็รู้ตัวว่ากำลังหิว ตั้งแต่เช้าเห็นจะมีก็แต่กาแฟเท่านั้น ที่ตกลงกระเพาะ ผมซื้อข้าวไข่เจียวจากมินิมารท์ของปั๊มและกาแฟมานั่งพักผ่อน พลางเช็คของการถ่ายทำไปด้วย ครึ่งชั่วโมงผ่านไป เทปวันนี้ผ่านไปได้ด้วยดี จากนั้นผมจึงหยิบเทปเก่าที่ติดกระเป๋ากล้องมา มีบทสำภาษณ์หนึ่งที่ผมถ่ายไว้นานแล้ว ตั้งแต่ยังไม่ถึงวันวาเลนไทน์ แต่มันมีอะไรบางอย่างที่ทำให้อยากฟังจนจบ

ฟ้า อาชีพ AE บริษัทโฆษณา (ถ่ายทำเมื่อปี 2551)

หนูไม่ได้ชอบคนเจ้าชู้นะ แต่มารู้ทีหลังเมื่อรักเค้าไปแล้ว จะให้ทำอย่างไรได้ หลายคนบอกว่า ผู้ชายมีเสน่ห์ที่ตรงความเจ้าชู้ บางทีก็ใช่สำหรับเค้า แต่ไม่ใช่สำหรับหนู ”ผมกดเทปให้เดินหน้าไปพบกับน้องอีกคนหนึ่งที่เคยตอบคำถามผมไว้อย่างน่าสนใจ

เอ๋ อายุ 27 ทำงานด้านอุปกรณ์ประกอบฉาก ภาพยนตร์ไทย

“เค้าไม่รอเราเลยพี่ พี่ก็เห็น ว่างานแบบนี้มันไม่แน่นอน อย่างเราจะไปทำอะไรได้อ่ะ นอกจากงานแบบนี้ ให้ผมไปทำงานนั่งโต๊ะ อ๊อฟฟิต มันก็ไม่ใช่ ถึงวันนี้เค้าไม่ผิดหรอกที่จะถามหาความมั่นคง เค้าบอกว่าที่บ้านเค้าถามว่าจะไปถึงไหนกัน จะคบกันยืดยาวไหม เราก็ตอบเค้าไม่ได้หรอก ไม่ใช่ว่าเราไม่เคยคิดจะทำให้ตัวเองดีขึ้นนะ แต่โอกาสเราไม่มีมากไปกว่านี้ น้องเค้ารอเราไม่ไหวมั้งพี่” เอ๋ยิ้มอย่างเศร้าๆให้เกล้องวันนั้น เทปเดินไปได้สักพักก็หยุดลง

18.00 น. ผมกำลังอยู่บนสะพานลอยแห่งหนึ่งในเมืองขอนแก่น กล้องถูกยึดไว้บนขาตั้งเรียบร้อย รอคอยเวลาแสงสุดท้ายของวันนี้ ผมกดปุ่มบันทึกภาพเป็นระยะๆ พลางคิดไปถึงการตัดต่อสารคดีเรื่องนี้ว่ามันจะออกมาเป็นอย่างไรนะ

หลายคำพูดเกี่ยวกับความรักยังแว่วอยู่ในหูผม ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใครบางคนว่าไว้ ความรักต้องการที่อยู่ ความรักที่งดงามไม่ต้องการอนาเขตกว้างสักเท่าไหร่ มีแค่พื้นที่ระหว่างกันและกันก็พอเพียงแล้ว คงเป็นเสี้ยวหนึ่งของคำตอบแห่งรักที่หลากหลายนี้

แม่เคยเล่าให้ผมฟังว่า แม่ตัดสินใจแต่งงานกับพ่อตอนที่ยังไม่ได้รัก สาเหตุเพราะผู้ใหญ่เห็นดีด้วย ในวันนี้ทั้งพ่อและแม่ผม อายุ 68 ปีแล้ว ยังทะเลาะกัน และซึมทุกครั้งเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปเที่ยวต่างจังหวัดเพียงลำพังนานเกิน สองวัน

เพื่อนสนิทผม ตัดสินใจแต่งงาน ด้วยเพราะคบกับแฟนสาวมาแล้วกว่า สิบปี ผ่านไป สองปี ตอนนี้ทั้งคู่กำลังจะหย่าร้าง

น้องผู้หญิงคนหนึ่งจะโทรหาผมทุกครั้งเมื่อสงสัยว่า ผู้ชายคิดอะไรอยู่ตอนกินเหล้า ดูบอลกับเพื่อน แล้วปล่อยให้แฟนสาวรออยู่ที่บ้าน ในขณะที่ เพื่อนสนิทผมอีกคนจะทำการเดากับผมเสมอ ว่าสิ้นเดือนนี้แฟนเขาจะอยากได้อะไรใหม่ไหม เขาก็ซื้อให้ทุกครั้ง และมีบ้างบางครั้งที่เธอซื้อเอง และหยิบของขวัญชิ้นอื่นมาฝากเพื่อนผมแทน ความรักของทั้งคู่กำลังชื่นมื่น ล่าสุดมันโทรมาบอกผมว่า กำลังหารกันผ่อนรถกับแฟน

ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ผมหยุดคิดเรื่องราวความรักของคนอื่น และหันมาสนใจกับงานตัวเองตรงหน้า ท้องฟ้าวันนี้สวย และผมคิดว่า มันคงจะสวยทุกวัน ฟ้าก็คือฟ้า มักโดนหยิบเอาไปเปรียบค่า แทนสิ่งอื่น ไม่เว้นแม้แต่ความรัก

ฟ้าจะสวย รักจะงามหรือไม่ ผมคงไม่มีคำตอบที่แน่นอนในวันนี้ รู้แต่เพียงว่า รักนั้นมีพลังให้เราเดินไปข้างหน้าอย่างเหลือล้น

ในนามปากกา "วิดีโอแมน" ตีพิมพ์ลงนิตยสารท้องถิ่นขอนแก่น ชื่อ "บู๊ย.ย.ย.ย

วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2552

ร้านก๋วยเตี๋ยวในคืนฝนตก

เม็ดฝนร่วงหล่นลงมาตั้งแต่บ่ายคล้อย

เขาซึ่งเฝ้าดูการรุกรานของธรรมชาติหนนี้ กลางห้องอันเปลี่ยวเหงา ทอดสายตา เหม่อมองออกไปนอกห้องเช่าราคาถูก กำลังตัดพ้อ ทะลวงกรอบหน้าต่างว่า ใยสายฝนถึงรินเอื่อยเฉื่อย เรื่อยเปื่อยเยี่ยงนี้

เมื่อไหร่จะหยุดเสียที

ฟ้าที่ครึ้ม เริ่มไร้แสง และรุนแรงด้วยเสียงคำรามกลางกลุ่มเมฆ เขาหันไปมองเข็มนาฬิกาที่หัว มันเฉียงจากองศาที่คาดการไว้อยู่โข

หากเวลายังอยู่ในตำแหน่งที่เขาพอใจ แผนการดำเนินชีวิตที่วางไว้ จะพาเขาออกเดินทางจากห้องนี้

เพราะเวลาที่ว่า ในวันปรกติธรรมดา เมื่อไม่มีฟ้าฝนรุกราน เขาจะคิดการณ์ ฆ่าความจำเจ

กิจกรรมที่มวลมนุษย์เขาทำกันยามว่าง ชายผู้นี้ลองมาหมดแล้ว กิน นอน ขับถ่าย จ้องมองกรอบอิเล็คทรอนิค อ่านหนังสือทุกตัวอักษรที่เขาเป็นเจ้าของ ค้นหาความหมายระหว่างบรรทัด ในผลงานของนักเขียนผู้เลืองนาม แล้วคิดค้นจินตนาการของตัวเอง และเขียนมันออกมาจากความรู้สึก ที่เขามักเรียกมันว่า แรงบัลดาลใจ แต่กระนั้น เวลาที่เขามีอยู่ ดูเหมือนจะเหลือเฟือ สำหรับคนว่างงานเช่นเขา

12 ชั่วโมงแล้ว ที่เขาคลุกอยู่ในห้องนี้ และนาทีต่อจากนี้ไป เขาไม่รู้จะทำกิจกรรมอะไรอย่างอื่น

แน่นอน...เมื่อเวลาที่เหลือ มันมากจนรู้สึกถึงความอุดอู้จำเจ ที่เคลื่อนตัวเข้ามา เขาก็จะย้ายตัวเอง ออกมายังสถานที่อันน่าเบื่อ ทันที

แต่ยามนี้สายฝนคืออุปสรรคที่เขาพบเจอ ระหว่างคิดวางแผนก่อการทำลายความน่าเบื่อ

เฮ้อ.อ.อ.อ.อ.

เขาถอนหายใจแทนความหมายที่ครุ่นคิด

พลันสายตาก็มองสอดสายไปมา ตามธรรมชาติของคนที่คิดหาอะไรสักอย่างทำ
ร่มสีชมพู หุบตัว แขวนไว้ที่มุมผนังห้อง มันสงบนิ่งราวกับว่า อายุการใช้งานต่อจากนี้ มิใช่หน้าที่ที่มันจะต้องรับผิดชอบอีกต่อไป

ชายหนุ่มกับร่มสีชมพู กำลังถ่ายทอดความรู้สึกหนหลังแก่กันและกัน

ไม่ซิ... หากจะอธิบายให้ถูก ก็คือ เขากำลังครุ่นคิดฝ่ายเดียว ว่า ร่มสีชมพูคันนี้ คันที่แขวนอยู่ในห้องเขา มันเดินทางมาได้อย่างไร

คำตอบอยู่ในใจปวนความเจ็บปวด ช่างตรงข้ามกับรอยยิ้มของเจ้าคิ๊ดตี้สีชมพู ที่ยืนมีความสุขบนผืนผ้าร่มคันนั้นเสียจริง

เธอเป็นคนถือมันมา ร่มนั่นปกป้องสายฝนที่จ้องจะทิ้งตัวลงมากระทบใบหน้าที่มีรอยยิ้มสดใส ฟ้าที่มัวหมอง ตกเป็นรองเธอโดยพลัน

แล้วธอก็จากไป...โดยไร้ร่มข้างกาย จากการพยากรณ์เบื้อต้น คงเป็นดั่งเขาคาดการณ์ หลังจากนี้เธอคงไม่ใยดีต่อเม็ดฝนกระมัง เธออาจกำลังเป็นเจ้าสาวที่ไม่กลัวฝน ในอนาคตก็ได้ ส่วนเจ้าบ่าวจะเป็นใครนั้น เขาขี้เกียจจะเดา

เฮ้อ.อ.อ.อ.อ

เขาถอนหายใจไล่ลมหวิวในใจ

สองปีที่ใช้ร่มคันเดีนวกันกับเธอ (แม้เขาจะเคอะเขินบ้างบางเวลา ยามถือร่มที่มีลายคิ๊ดตี้) กับอีกสี่เดือนที่เดียวดาย หลังจากที่เจ้าของร่มคันนี้ทิ้งมันไว ครั้งสุดท้าย เมื่อเธอใช้งานเสร็จ เธอแขวนมันไว้ตรงนี้ หลังจากการณ์เหตุครานั้น เขาก็ไม่กล้าขยับหรือเคลื่อนย้ายมัน เพราะเกรงว่าเจ้าของจะไม่พอใจ หากกลับมาเห็นมันเปลี่ยนตำแหน่ง

ทว่าสายฝนเทตัวลงมาอย่างครึกครื้น ไม่มีวี่แววว่าธรรมชาติจะหมดสนุก

และเขาเองต้องการ ใช้ร่มป้องกันเม็ดน้ำ เพื่อเคลื่อนย้ายตัวเองไปจากที่แห่งนี้ เพื่อหาแหล่งสกัดกั้นเสียงในท้องที่เริ่มร้องแสดงความหิวในร่างกายเขา

ยามนี้ในหัวเขาเริ่มปั่นป่วนด้วยความคิดที่ไม่ลงรอยกันและกัน

ครื่น.น.น.น.น

เสียงฟ้าร้อง ให้คนว้าวุ่น คนองใจ ดั่งแรงลมฝน

เขาคว้ากุญแจหย่อนลงในกระเป๋า ปิดประตูลงกลอน เดินฝ่าสายฝนออกมาจากห้อง ทิ้งความสับสนเมื่อครู่ไว้เบื้องหลัง ไอ้แดง หมาประจำหอพัก ที่หลบฝนตรงใต้หลังคาบ้านพักฝั่งตรงข้าม มองเขาอย่างงุนงง “กินก๋วยเตี๋ยวมั้ยว่ะ ไอ้แดง “ นั่นเป็นประโยคแรกที่เขาเอ่ยขึ้นในวันนี้

ร้านก๋วยเตี๋ยวที่เขาหมายปอง จับจองบนฟุทบาทริมถนนสายหลัก ห่างจากที่ที่เขาเริ่มออกเดินทาง อยู่สี่ช่วงตึก เขาเริ่มวางแผนและคาดคะเนเส้นทางที่เปียกน้อยที่สุด ซึ่งก็ได้คำตอบว่า ไม่มีเส้นทางไหนเลย ที่เขาจะพักหลบสายฝนระหว่างการเดินทาง เพราะแต่ละตึกไม่มีชายคาให้ลี้ภัยละอองฝน

มีทางเดียวคือหันหลังกลับไปเอาร่มสีชมพู และนั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาคิดจะทำ

ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เธออาจจะกลับมา ทวงคืนร่มคันนั้น และคงโกรษโดยพลัน หากมันเคลื่อนออกจากตำแหน่งเดิม อาการแบบนี้ของเธอเริ่มต้นขึ้น จากการที่เขาเองมักเคลื่อนย้ายสิ่งของที่เธอวางไว้ และเก็บไม่เข้าที่ เครื่องสำอางค์หน้ากระจก เคยเป็นปัญหาหนักอก ที่ยกขึ้นมาทะเลาะกัน ในยามที่เธอหงุดหงิด เมื่อเห็นองศาของก้นหลอดครีมกันแดดผิดทิศทาง

ว่ากันว่า ใจหญิงนั้น ยากหยั่งถึง การกระทำบางอย่างอธิบายลำบาก ปราศจากเหตุผล ทว่าหากชายใด เป็นผู้นิยมในตัวเธอแล้ว คงไม่แคล้วคลาดตามใจเธอ

และโบราณว่าไว้ หากชายหญิงคู่ใด ทะเลาะกันในเรื่องไม่เป็นเรื่อง นั่นหมายความว่า การวิวาทนั้นมาจากมูลเหตุของความรัก

รักคืออะไร เขาไม่รู้

ที่โบราณว่าไว้ จริงแท้อย่างไร เขามิใคร่รู้ แต่ก็ยอมโอนอ่อนผ่อนปรน ต่อเธอโดยดี เสมอมา

จนนาทีสุดท้ายที่เธอแขวนร่มคันนั้นไว้

ครื่น.น.น.น.น

เสียงฟ้าตำราม เหมือนถามว่า เขาครุนคิดท่ามกลางเม็ดฝนที่ร่วงหล่นแล้วเสร็จหรือยัง พลังของการเหม่อลอยนั้นไม่คอยท่า มันทำให้เขาเปียกเสียแล้ว

เขาตัดสินใจก้าวขาออกไปข้างหน้า อีกไม่กี่ช่วงเวลา ร้านก๋วยเตี๋ยวก็อยู่ตรงหน้า จะมัวมาเสียเวลาถามไถ่ความนัยตัวเองอยู่ใย

ครื่น.น.น.น.น ครื่น.น.น.น.น

ฮ๊า.ด ด ด ด ด เช่ย.ย.ย !!!!

เสียงกระแทกอากาศนี้ เดินทางมาพร้อมกับการมาถึงร้านก๋วยเตี๋ยวของเขา ชายขายเกี้ยวและบะหมี่งุนงง คงไม่เชื่อสายตา ว่าชายบ้า หรือดี มีจิตใจใคร่รสก๋วยเตี๋ยว ในยามที่คนขายเกี๊ยว ยังฝันถึงการเฝ้ารอสภาพอากาศปรกติในห้องอันอบอุ่น

“เอาบะหมีน้ำครับพี่” เขาสั่งการ พร้อมคลื่อนย้ายตัวเองเขามาในชายคาตึก

ชายขายเกี้ยวเลี้ยวตัวเองเข้าสู่ตำแหน่งหน้าที่ หยิบเส้นก๋วยเตี๋ยวพลางครุ่นคิด เรื่อยเปื่อย ทุกขั้นตอนเป็นไปแบบอัตโนมัติ เขาเดาว่าชายผู้นี้ คงลวกความจำเจไปกับผักสด กลุ่มนั้นกระมัง

ไม่นาน บะหมี่เกี๊ยว ก็เดินทางมาถึงโต๊ะ

กลิ่นมันหอมจนลืมรำคาญ เสื้อผ้าที่รีดผิว รัดเนื้อด้วยแรงเปียก

เอาหละ... เขาจะเริ่มระเลียดรสที่ทำให้น้ำย่อยในท้องหยุดละเลงผิวกระเพาะเสียที

ก่อนที่เขาจะเหยาะน้ำปลาลงบนถ้วย แสงไฟจากรถคันหนึ่งก็พุ่งตรงมาที่ร้าน และหยุดลง

บางครั้งคำพูดของใครคนหนึ่งที่บอกต่อกันมา มันก็เป็นจริงได้หลายหน โลกนี้ช่างกลมเหลือหลาย ชายผู้นั้น ผู้ที่ทำหน้าที่ควบคุมรถ นั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัย ปล่อยให้เธอ เปิดประตูรถ เดินฝ่าสายฝนลงมาที่ร้านบะหมี่เกี๊ยว

เธอคนที่ทิ้งร่มไว้ และใครคนนั้นที่เขาเฝ้าจินตนาการ ว่าจะเป็นอย่างไร ยามที่เธออยู่ข้างกาย สี่เดือนที่สงสัย ปรากฎเป็นภาพความจริงตรงหน้าแล้ว

เธอสั่งการชายขายเกี๊ยว และเอี้ยวตัวมาหลบเม็ดน้ำบนฟุตบาท ในวิถีของการหันหน้าจังหวะหนึ่ง พลันภาพของเขาที่ถือขวดน้ำปลาก็ปรากฎให้เธอเห็น

เขาอยากหายตัวไปจากโลกนี้ ตอนนี้ หากเป็นไปได้

แต่แล้วความจริงก็บังคับให้เขาส่งยิ้มไปสู่เธอ

เธอยิ้มตอบ แต่เกรงว่าชายหลังพวงมาลัยคงจะมิชอบ เธอจึงรอบมองเขาเป็นระยะๆ แทนการเดินเข้ามาทักทายกัน เขาเข้าใจในสถานะการณ์ดี แต่อาการรุกรน ปนตื่นเต้น ยังแสดงให้เห็น และเธอคงจะสังเกตุได้

เวลาเดินผ่านคล้ายเชื่อช้า ต่อไปนี้เขาจะไม่ต่อว่า ภาพมิวสิขวิดีโอที่ชอบสโลโมชั่น ในทีวีแล้ว ประโยคสมมุติถูกคุดขึ้นมาเก็บไว้ในใจเขา เผื่อว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจจะเริ่มสนทนาขึ้น

แต่แล้ว...โลกที่กลมใบนี้เริ่มเคลื่อนตัวใหม่ เธอที่ยิ้มสดใส จ่ายเงินและเดินไปสู่ใครคนนั้น ความจริงเดินไปพร้อมๆ กับการหมุนของเวลาใหม่ เวลาที่เขาควรจะคีบเส้นก๋วยเตี๋ยวเข้าปากได้แล้ว

เอ๋อ.อ.อ.อ.อ

เขาเรอไล่บางอย่างออกจากท้อง ราวกับว่ามันจะพาความเศร้าไปจากการปลดปล่อยครั้งนี้ด้วย

สายฝน เริ่มซาแล้ว แมวตัวหนึ่งคาบลูกออกมาจากที่หลบฝน มันกำลังหาที่เหมาะๆตรงใหม่

เขาเดินครุ่นคิด ออกมาจากร้านเกี๋ยวเตี๋ยวตรงนั้น

............................

กุญแจถูกสอดเข้ารู ครู่นึ่งล๊อกก็ถูกปลด คนหมดอาลัยตายอยากกำลังเคลื่อนตัวเขาสู่ความจำเจอีกครา พลันสายตาก็เจอะกับร่มสีชมพู คิ๊ดตี้กลับหัว ซึ่งตัวลีบอยู่ในรอยหุบของร่ม เหมือนกำลังอมทุกข์ช่วยเขา
สายตาที่เพิ่งเห็นภาพความจริงเมื่อครู่ กำลังจ้องมองร่มสีชมพู และทำความเข้าใจกับมัน
เวลาผ่านไป...

เข็มนาฬิกาเปลี่ยนองศาเข้าสู่การบอกเวลาของวันใหม่ เขายิ้ม เหมือนนึกอะไรออก หลังจากที่สับสน หลงทาง นิ่งเฉย กับความว่างเปล่า อยู่นาน

เธอไม่ได้ ถือร่มตอนที่ลงมาจากรถ หากอนาคตมันเป็นไปตามกฎของความนิยมถือร่มของเธอ สักวันหนึ่ง เธออาจจะกลับมาเอาร่มคันนี้ เพราะ มันเป็นสีชมพูที่เธอหลงไหล

เขาชื่นชอบกับคำตอบที่เพิ่งค้นหาได้เสียจริง

ถึงเวลาแล้วที่เขาจะหลับตาลงไปพร้อมๆกับการรอคอย

'ราโม

วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2552

คำถามในคืนหมาเห่า

หลังจากวางสาย ความว่างเปล่าก็มาเยือน

เสียงที่หายไป คล้ายบอกว่า ถึงเวลาแล้วนะ ที่จะต้องเรียนรู้กับระยะห่างของความจริง และความรู้สึกของตัวผมเอง

หลังจากทิ้งโทรศัพท์มือถือลงบนที่นอนอันอุดอู้ ผมก็ไม่รู้จะทำกิจกรรมอะไรต่อไป

ค่ำคืนนี้ช่างยาวนาน และน่ากลัวเหลือเกิน

เสียงไอ้แดง หมาประจำหอพักเห่าร้องรับใครคนหนึ่งที่เดินผ่านอาณาเขต ที่มันเป็นเจ้าของอยู่ในความมืด มันคงหวงพื้นที่ที่มันครอบครองและดูแล ผมสังเกตุว่า ไม่ว่าใครหน้าไหนที่ย่างกรายเข้ามาเหยียบย่ำ มันจะเห่าอย่างไม่คิดชีวิต จนกระทั่งอาณาเขตของมันที่โดนรุกล้ำจะปลอดภัย

ผมชักเริ่มสังสัยอะไรบางอย่างขึ้นมาในใจ พื้นที่ที่เราเป็นเจ้าของ ใช้อะไรวัดอาณาเขต ความจริงใจ ความฝัน หรือว่าความรู้สึกส่วนตัว และหากพื้นที่ของความรักล่ะ ในความเป็นเจ้าของ ตัวเราเองเป็นคนตัดสิน หรือว่าต้องถามไถ่ใครคนนั้นที่เข้าร่วมใช้พื้นที่เดียวกันกับเรา

ว่ากันว่า หากคนเรามีความรัก ใจจะกว้างขึ้นโขในหลายๆเรื่อง และแคบลงในเรื่องการรุกล้ำอาณาเขตของคำว่าความเป็นเจ้าของ

หญิงสาวที่ผมเพิ่งวางสายไปเมื่อครู่ เธอสดใส พราวเสน่ห์ นิยมห่อหุ้มร่างกายด้วยเสื้อผ้าเก๋ๆ และแน่นอนว่าคนไม่เท่อย่างผม หลงใหลเธอน่าดู เราตกลงกันว่า จะถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ กันวันละหนึ่งครั้งก่อนเข้านอนไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น เราสองเป็นแค่คนสนิทที่คุยกัน ทว่าเราต่างรู้กันอยู่ในใจว่า ใครคนหนึ่งจะต้องขีดเส้นแบ่งอนาเขตของความผูกพันครั้งนี้ เพราะพื้นที่ความรักของเธอนั้น มีชายหนุ่มคนหนึ่ง(ซึ่งไม่ใช่ผม)ครอบครองเสียแล้ว และแน่นอนว่า หน้าที่นั้น ผมมอบให้เธอเป็นคนขีดเส้น

บางทีความรู้สึกคนเรา ก็ควบคุมลำบาก และหากช่วงเวลาที่ว่า อยู่ในระยะประชิด ติดกับความอ่อนหวาน แรกเดิมที ผมตักเตื่อนใจตัวเองอยู่เสมอ ว่าเรานั้นแค่คนที่เธอแวะมาทักทาย แอบอิงกายบ้างในบางครั้ง อย่าหวังว่ามันจะเลยเถิดมากกว่านี้

แต่พอมารู้สึกตัวอีกที ผมก็หลงรักเธอเสียแล้ว

ก่อนหน้าที่เสียงโทรศัพท์มือถือของผมจะดังขึ้น เธอหายไปเป็นระยะเวลา 124 ชั่วโมงเต็มๆ เธอผิดสัญญาข้อตกลงที่เราต่างเขียนขึ้น โดยไร้ประจักษ์พยายาน ความหึงหวงเริ่มก่อตัว ความไร้เหตุผลเดินทางเข้ามาทักทาย และความถนัดในการสร้างจินตนาการ ว่าเธอไปไหนกับใคร ที่ไหน ที่ไม่ใช่ชายหนุ่มข้างกายเธอ ของผมกำลังแสดงผลอย่างชัดเจน

เสี้ยวเวลาหนึ่ง ผมเกือบคิดการกษฎ ฝ่าฝืนกฏข้อตกลง ที่จะกดเลขหมายโทรหาเธอ แต่แล้วก็พ่ายแพ้ เพราะแว่วเสียงข้อเสนอหนึ่งในคำนึงระหว่างผมกับเธอยังดังก้องในหัว

เธอจะเป็นฝ่ายโทรหาผมเอง

หลังจากแผนการก่อการร้ายเรื่องรักผมล่มลง ผมก็เริ่มรอ...

วันเวลาของการรอคอย เดินทางช้าเสมอ

หลายคืนที่ผ่านมา ก่อนนอนผมนับแกะได้ เกือบ ห้าหมื่นตัว และแกะในหัวนั้นก็ยังป็นหน้าเธออีก (เป็นแกะที่น่ารักที่สุดในโลก)

บางเวลา ความว้าเหว่ยามค่ำคืน พาผมออกไปทักทายไอ้แดง ยามดึกมันหลับไหล เพราะไม่มีใครมารุกรานอณาเขตของมัน และไกล้รุ่งมันก็เห่าหอนตลอดเวลา จนฟ้าเริ่มสาง ถึงจะหยุดลง

ผมกลับมาล้มตัวลงนอน ตอนห่มผ้า แว้ปหนึ่งผมคิดแผนการช่วงชิงตัวและใจเธอมาจากชายหนุ่มคนนั้น ทว่ามันหายไปเมื่อผมตื่นขึ้นมาในยามบ่ายของวันนี้

การรอคอยมาสิ้นสุดลงเมื่อ สิบห้านาทีที่ผ่านมา ใจที่เหนื่อยล้าจากเฝ้านับเวลานาที เมื่อได้ยินเสียงใส ความตั้งใจต่างๆที่จะคาดคั้นเอาคำตอบกับเธอ ก็ละลายหายไป

นี่ซินะเสียงที่ผมอยากได้ยิน

เธออธิบายสาเหตุของการหายตัวไปอย่างลึกลับไม่กระจ่างชัดนัด และจัดได้ว่า เวลาหลังจากนี้ความคลุมเครือเริ่มจะคืบคลานเข้ามาอีกหลายละลอก และเธอสั่งห้ามผมสืบสาวราวเรื่อง ไม่ว่ากรณีใดๆก็ตามแต่

เธอบอกว่า คิดถึงผม และก็วางสายไป ในขณะที่ไอ้แดงยังเห่าเสียงขรมอยู่ภายนอกห้อง และไม่มีท่าทีว่าจะหยุดลงง่ายๆ

ข้อตกลงที่ไม่ได้บันทึกไว้ในอดีตเลือนหายไปแล้ว กลายเป็นความจริงในอากาศ ผมกำลังคิดอย่างนั้น และภาวนาว่าอย่าให้เป็นจริง

หลังจากวางสาย ความว่างเปล่าก็มาเยือน เสียงที่หายไป คล้ายบอกว่า ถึงเวลาแล้วนะ ที่จะต้องเรียนรู้กับระยะห่างของความจริง และความรู้สึกของตัวผมเอง

ค่ำคืนนี้ช่างยาวนาน และน่ากลัวเหลือเกิน

แล้วผมก็เริ่มรอต่อไป....

วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2552

ความจำสั้น แต่รักฉันยาว

บางคนอาจจะจำเรื่องราวบางอย่างได้ไม่ยาก และหลงลืมเรื่องบางเรื่องโดยไม่รู้ตัว
แต่สำหรับความรักแล้ว มีข้อยกเว้น ว่ากันว่ารักครั้งแรกของใครต่อใคร มักเป็นรักที่เกาะกุมลึกเข้าไปข้างในของคนคนนั้น
ดั่งเช่น เก่ง (อารักษ์ อมรศุภศิริ)เขาหลงรักฝ้าย(ญารินดา บุญนาค)เพื่อนร่วมโรงเรียนกวดวิชา ซึ่งเขาเองมารู้เอาทีหลังว่าหญิงคนที่เขาหลงไหลนั้น เป็นแฟนของโอม(เจมส์ อเล็กซานเดอร์ แม็กกี้) เพื่อนสนิทของเขาเอง แม้เก่งจะกล้าบอกความในใจผ่านแผ่นซีดีบันทึกเสียงเพลง (ที่มีโอมรักร่วมเล่นดนตรี ด้วย) แต่เธอก็ไม่ได้เปิดมันออกมาฟัง
เก่งตัดใจ และเลือกที่จะถอยหลังออกมายืนในมุมตึก และเฝ้ามองความจริง (ดั่งแอบอยู่ในมุมความรักตนเอง) และเหลือไว้เพียง ความรู้สึกดีๆจากเหตุการณ์ ความเมตตาที่มีต่อ หมา ที่ทั้งเก่งและฝ้ายมีอยู่ในตัว โดยหารู้ไม่ว่ามันคือความทรงจำที่งดงาม ทว่าเบาบาง ในความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย
ว่ากันว่า ปลาทองนั้น เป็นสัตว์ที่มีความจำสั้น เพียงแค่มันว่ายจากขอบโถอีกด้านหนึ่งไปถึงขอบโกอีกด้าน ความทรงจำที่มันเพิ่งผ่านมาก็หายไปแล้ว
แต่เพราะคนไม่ใช่ปลาทอง ถึงลืมความรักไม่ได้ง่ายๆ ปลาทองจึงถูกหยิบมาใช้เป็นสัญลักษณ์ในเรื่องราวของการจดจำและลืมเลือนเรื่องรักในหนังนี้
และเพราะชีวิตคนเราผูกไว้กับโชคชะตา จึงพาเก่ง และฝ้ายมาเจอกันอีกหลังจากที่วันเวลาเดินผ่านไปนานหลายปี คงไม่ต้องบอกว่าก่อนหน้านั้น เก่งเก็บงำความรู้สึกข้างในตัวเขา ในวันที่ ฝ้ายแต่งงานกับเพื่อนรักแบบไหน และเขาจะรู้สึกอย่างไรเมื่อรู้ว่าเพื่อนรักหย่าแล้ว
เมื่อทั้งสามเจอกันบนสถานนีตำรวจ อาการเจ็บๆคันๆในใจก็วิ่งเข้าหาเก่งทันที ทว่า ฝ้ายจำเขา ไม่ได้ และโอมเพื่อนรักของเขาเอง ก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรกับความรู้สึกที่เริ่มก่อตัวขึ้นจากความหลังของเก่งครั้งนี้
หนังพาเราไปเจอกับเหตุการณ์ที่เป็นสื่อกลางให้ทั้งเก่งและฝ้ายไกล้กันเข้าไปอีก หมาที่พลัดหลงจากเจ้าของและเกือบจะทำให้รถที่ทั้งสามโดยสารมาเกิดอุบัติเหตุ ได้รับบาทเจ็บ และหมาตัวนี้เองที่เป็นสื่อกลางเชื่อมความรู้สึกเบาบางหนหลังให้แจ่มชัดขึ้น
นขณะที่ฝ้ายหลับไหลใกล้หมาที่บาดเจ็บในคลีนิค เธองดงามในดวงตาเก่ง จนภาพหนหลังที่เขาหลงไหลเธอบังเกิดขึ้นซ้อนทับกัน มันคือความสุขเล็กๆที่หวนกลับมาหาเขาอีกครั้ง (หนังใช้ภาพสโลโมชั่นได้สมเหตุสมผล)
ในขณะที่อีกด้านหนึ่งของความรัก (ที่พยายามจำ กลับลืม) ป้าสมพิศ (ศันสนีย์ วัฒนานุกูล) กับลุงจำรัส (กฤษณ เศรษฐธำรงค์) ที่ความรักบังเกิดขึ้นในชมรมคอมพิวเตอร์เพื่อผู้สูงอายุ และทุกอาทิตย์ลุงจำรัสจะขับรถจากสวนที่ชุมพร มาเรียนกับป้าสมพิสที่กรุงเทพ เพียงเพื่อจะได้อยู่ด้วยกันครั้งละ สามชั่วโมง
หนังพาเราเข้าไปรับรู้ เรื่องรัก ที่แม้ว่าวัยจะล่วงเลยผ่านไปเท่าใด รักก็ทำให้กระชุมกระชวย ได้เสมอและ เหตุการณ์นี้เอง ที่คนทำหนังกำลังจะบอกเราว่า เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ท เอ็มเอสเอ็น หรือ ไฮไฟล์เอง นั้นไม่ได้มีแต่ภาพในแง่ลบเสมอไป และมันไม่ใช่เครื่องมือสื่อสารกันของวัยรุ่นเท่านั้น ตรงกันข้าม ผู้กำกับเลือกใช้เข้ามาขับเคลื่อนให้เรื่องราวเดินต่อไปอย่างมีจังหวะ สนุกที่แม้แต่วัยหนุ่มสาว ยังขำและยิ้มไปกับความน่ารักของผู้สูงวัยได้อย่างลงตัว
ลุงจำรัสไม่สนใจเรื่องการร่ำเรียนคอมพิวเตอร์สักเท่าใด ในขณะที่ป้าสมพิส ทั้งจด และโน้ทเป็นข้อๆ ไว้เพื่อจำ มีอยู่ตอนหนึ่งที่คนทำหนังซัดเราไว้ได้อยู่หมัด ก็ตอนที่ เก่งถ่ามลุงจำรัสว่า ไม่เหนื่อยหรือไร ที่ขับรถไปกลับ กรุงเทพ ชุมพรทุกอาทิตย์
“พูดอย่างนี้แสดงว่าพ่อหนุมยังไม่เคยมีความรัก” มันเป็นประโยคที่ตอบเรื่องราวความรักได้ทุกสิ่ง ซึ่งเมื่อเก่งได้ยินทั้งคนดูอย่างเราๆและเขา คงเริ่มเข้าใจและรู้สึกถึงพลังที่ความรักมีให้
หนังตัดกลับมาให้คนดูลุ้นว่า เก่งจะทำอย่างไรกับรักเก่าซึ่งเขามีโอกาสเต็มที่ที่จะถักทอความสัมพันธ์ขึ้นมาใหม่กับฝ้าย และแน่นอนว่ามันไม่ง่ายเลยสำหรับความรักที่ยังคงฝังใจอยู่กับรักครั้งเก่าระหว่างเธอกับโอมหนังค่อยๆเปิดภูมิหลังขอตัวละครให้เราเข้าไปสัมผัสถึงจิตใจของฝ้ายและเก่ง
และหลายเหตุการณ์มันทำให้เรารู้ว่า ฝ้ายเจ็บปวดแค่ไหน และยังหวังว่ารักจะกลับมาดังเดิม เธอจึงเปรียบเสมือนติดอยู่ในบ่วงความรักหนหลังที่ไม่มีวันจะลืมเสียที ไม่ว่าจะเป็นฉากที่โอมโทรศัพท์มาขอร้องให้หาหนังสือการตูนดราก้อนบอลให้ (หนังเก็บรายละเอียดได้ดีมาก หากคนดูวัยประมาณ สามสิบ ต้นๆ เช่นผม จะรู้ว่า ดราก้อนบอลเล่ม 18 มันหายากจริงๆ) หรือแม้แต่ฉากฝ้ายดูไฮไฟล์ของโอม และ ฉากตอนที่อยู่ในเรือประมง เธอแสดงถึงอาการของคนเก็บกดได้ดีมาก แม้จะมีสัตว์เลื้อยคลานออกมาจากปากของเธอเต็ม 2 รูหู ให้เราได้อึ้งไปพักหนึ่ง
ในด้านของเก่ง แม้เขาจะบอกให้คนดูหนังรู้ว่า เขาพยายามให้ฝ้ายหลุดออกมาจากความทรงจำ หนหลังแค่ไหน ในขณะที่เขาเองก็ยังต่อสู้กับความรู้สึกหนหลังของรักครั้งแรกที่ไม่ลืมเลือนเช่นกัน และมีอยู่ฉากหนึ่งที่ให้เรารู้ว่า เขาเศร้าปนสุขแค่ไหน เมื่อน้ำจากไรผมฝ้ายหยดลงที่ใบหน้าเขา แม้มันเป็นเพียงหนึ่งหยดที่ฝ้ายเองไม่เคยรับรู้เช่นกัน มันจึงเป็นดั่งเส้นวงกลมของวงจรชีวิตที่ทั้งเขาและฝ้ายยังหาทางออกไม่เจอ
เมื่อเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นบนเรือ จากการเมาเหล้าขาว และการปลดปล่อยบางอย่างจากความรู้สึกทั้ง ฝ้ายและเก่ง อาการนิ่งเงียบ และครุ่นคิด เท่านั้นที่จะบอกว่าทั้งสองควรทำอย่างไร
ฉากที่บอกเราว่า เก่งพูดได้ถูกใจ และ คงเป็นประโยคที่ทั้งคนเขียนบทและผู้กำกับหนังพยายามตั้งคำถามสำหรับวิธีหาทางออก ของความรัก คือ
“เธอยังหวังว่า ไอ้โอมมันจะกลับมาเหมือนเดิมใช่ไหม” ในขณะที่เก่งบอกฝ้าย เหมือนเขากำลังบอกตัวเองอยู่ด้วย
สัญลักษณ์ที่โดดเด่นเรื่องนี้ ที่ทำให้หลายเหตุการณ์มันวนกลับมาเจอกัน ก็เห็นจะเป็นไอ้เจ้า สะพานลอย(ชื่อหมาอาจเปรียบเหมือนให้ความหมายของการเชื่อมต่อ) หลายครั้งที่หนังกำลังพาคนดูเอียงไปทางเศร้ามากๆ เจ้าสะพานลอยจะดึงคนดูกลับมาให้ปรกติได้ดี
กลับมาที่คู่ของลุงจำรัส ที่ความทรงจำถูกกัดกร่อนด้วยโรคอัลไซเมอร์ และป้าสมพิสที่กำลังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะตอบสนองความรักของลูกๆที่มีต่อตนเอง หรือจะเลื่อกข้างตามใจความรู้สึกของความรักที่มีในใจ หนังสร้างปม ขัดแย้งได้อย่างละเมียดละไม ด้วยเหตุการณ์ที่ป้าสมพิสกำลังเลือกตัดสินใจไปใช้ชีวิตกับลุงจำรัสที่สวนเพื่อจดจำเหตุการณ์อันทีค่านี้ไว้ตลอดไป แต่เหตุไฉนลุงจำรัสกำลังจะลืมทุกสิ่ง
" ไม่ลืม ไม่มีหรอก มีแต่ลืมช้า หรือลืมเร็วเท่านั้น" ประโยคที่ทำเอาคนดูแทบน้ำตาร่วง คงเป็นข้อสรุปของชะตากรรมความรักทั้งสองได้เป็นอย่างดี ไม่แพ้กับบทเพลง “อยากจำกลับลืม”ไม่ป้าสมพิศมักร้องอยู่เป็นประจำ
ผู้กำกับหนังพาเราหาทางออกได้ดี แทนที่จะทำร้ายคนดู ประเภท ลุงจำรัสกลายเป็นคนชรา จำแม้แต่คนรักไม่ได้ เรียกน้ำตาและความสงสารอย่างที่หนังหลายเรื่องทำ แต่หลังกลับพลิกผันเหตุการณ์ลงเอยได้อย่างสวยงาม(ตามแบบฉบับของหนังค่าย GTH ที่ทำให้คนดูรู้สึกดีกับชีวิต (Feel Good) )และสัญญลักษณ์ที่เชื่อมต่อให้ความรักนี้คลี่คลาย ลงได้ ก็คือ ต้นชมพู่มะเหมี่ยว (ฉากที่ป้าสมพิสกัดชมพู่มะเหมี่ยวนั้นแกทำให้เรารู้สึกถึงความอิ่มเอิบในรักได้ดียิ่ง)
สุดท้ายหนังพาเราไปพบกับคำตอบหลายอย่างที่ต่างล้วนแล้วเชื่อมโยงกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจตัดรากแก้วของต้นชมพู่มะเหมี่ยว ของฝ้าย “กูอยากได้เมีย ไม่อยากได้เพื่อน ” คำตอบของโอม ที่เขาบอกเก่ง ฉากที่ลุงจำรัสคลีกระดาษวิธีเข้าเล่นเอ็มเอสเอ็น ที่ป้าสมพิศจดให้ และภาพของต้นชมพู่กำลังผลิใบ และ กระดาษประกาศหาเจ้าของของเจ้าสะพานลอย ที่เผลอใส่คิ้วลงไปด้วย และคำพูดสุดท้าย ที่เก่งบอกกับฝ้ายว่า “เขาจะมีรักครั้งใหม่ กับคนคนเดิม”
นับเป็นงานภาพยนตร์ไทย ชิ้นหนึ่งทำให้คนดูเชื่อได้อย่างสนิทใจว่า ความรักของพวกเขาเหล่าตัวละครนั้นจะยืน ยาว เฉกเช่นชื่อเรื่อง และเสน่ห์ของหนังค่ายนี้ที่ทำได้ดี คือการให้ดาราในสังกัดเข้ามารับบทบาทรับเชิญในคนดูหายคิดถึง การถ่ายภาพหนังที่ละเมียดละไม ปรุงแต่ด้วยคอมพิวเตอร์กราฟฟิกแต่พอควร และการเขียนบทเป็นทีมงานได้อย่างลงตัว คงพอจะทำให้ผู้อ่านติดตามและสนับสนุนหนังไทยต่อไปนะครับ

ฝากช่วงเวลาใหม่ของช่องด้วยครับ "ทดลองออกอากาศ" https://www.youtube.com/watch?v=UZbbyVur1bk https://www.youtube.com/watch?v=-...