บางคนอาจจะจำเรื่องราวบางอย่างได้ไม่ยาก และหลงลืมเรื่องบางเรื่องโดยไม่รู้ตัว แต่สำหรับความรักแล้ว มีข้อยกเว้น ว่ากันว่ารักครั้งแรกของใครต่อใคร มักเป็นรักที่เกาะกุมลึกเข้าไปข้างในของคนคนนั้น
ดั่งเช่น เก่ง (อารักษ์ อมรศุภศิริ)เขาหลงรักฝ้าย(ญารินดา บุญนาค)เพื่อนร่วมโรงเรียนกวดวิชา ซึ่งเขาเองมารู้เอาทีหลังว่าหญิงคนที่เขาหลงไหลนั้น เป็นแฟนของโอม(เจมส์ อเล็กซานเดอร์ แม็กกี้) เพื่อนสนิทของเขาเอง แม้เก่งจะกล้าบอกความในใจผ่านแผ่นซีดีบันทึกเสียงเพลง (ที่มีโอมรักร่วมเล่นดนตรี ด้วย) แต่เธอก็ไม่ได้เปิดมันออกมาฟัง
เก่งตัดใจ และเลือกที่จะถอยหลังออกมายืนในมุมตึก และเฝ้ามองความจริง (ดั่งแอบอยู่ในมุมความรักตนเอง) และเหลือไว้เพียง ความรู้สึกดีๆจากเหตุการณ์ ความเมตตาที่มีต่อ หมา ที่ทั้งเก่งและฝ้ายมีอยู่ในตัว โดยหารู้ไม่ว่ามันคือความทรงจำที่งดงาม ทว่าเบาบาง ในความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย
ว่ากันว่า ปลาทองนั้น เป็นสัตว์ที่มีความจำสั้น เพียงแค่มันว่ายจากขอบโถอีกด้านหนึ่งไปถึงขอบโกอีกด้าน ความทรงจำที่มันเพิ่งผ่านมาก็หายไปแล้ว
แต่เพราะคนไม่ใช่ปลาทอง ถึงลืมความรักไม่ได้ง่ายๆ ปลาทองจึงถูกหยิบมาใช้เป็นสัญลักษณ์ในเรื่องราวของการจดจำและลืมเลือนเรื่องรักในหนังนี้
และเพราะชีวิตคนเราผูกไว้กับโชคชะตา จึงพาเก่ง และฝ้ายมาเจอกันอีกหลังจากที่วันเวลาเดินผ่านไปนานหลายปี คงไม่ต้องบอกว่าก่อนหน้านั้น เก่งเก็บงำความรู้สึกข้างในตัวเขา ในวันที่ ฝ้ายแต่งงานกับเพื่อนรักแบบไหน และเขาจะรู้สึกอย่างไรเมื่อรู้ว่าเพื่อนรักหย่าแล้ว
เมื่อทั้งสามเจอกันบนสถานนีตำรวจ อาการเจ็บๆคันๆในใจก็วิ่งเข้าหาเก่งทันที ทว่า ฝ้ายจำเขา ไม่ได้ และโอมเพื่อนรักของเขาเอง ก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรกับความรู้สึกที่เริ่มก่อตัวขึ้นจากความหลังของเก่งครั้งนี้
หนังพาเราไปเจอกับเหตุการณ์ที่เป็นสื่อกลางให้ทั้งเก่งและฝ้ายไกล้กันเข้าไปอีก หมาที่พลัดหลงจากเจ้าของและเกือบจะทำให้รถที่ทั้งสามโดยสารมาเกิดอุบัติเหตุ ได้รับบาทเจ็บ และหมาตัวนี้เองที่เป็นสื่อกลางเชื่อมความรู้สึกเบาบางหนหลังให้แจ่มชัดขึ้น
ในขณะที่ฝ้ายหลับไหลใกล้หมาที่บาดเจ็บในคลีนิค เธองดงามในดวงตาเก่ง จนภาพหนหลังที่เขาหลงไหลเธอบังเกิดขึ้นซ้อนทับกัน มันคือความสุขเล็กๆที่หวนกลับมาหาเขาอีกครั้ง (หนังใช้ภาพสโลโมชั่นได้สมเหตุสมผล)
ในขณะที่อีกด้านหนึ่งของความรัก (ที่พยายามจำ กลับลืม) ป้าสมพิศ (ศันสนีย์ วัฒนานุกูล) กับลุงจำรัส (กฤษณ เศรษฐธำรงค์) ที่ความรักบังเกิดขึ้นในชมรมคอมพิวเตอร์เพื่อผู้สูงอายุ และทุกอาทิตย์ลุงจำรัสจะขับรถจากสวนที่ชุมพร มาเรียนกับป้าสมพิสที่กรุงเทพ เพียงเพื่อจะได้อยู่ด้วยกันครั้งละ สามชั่วโมง
หนังพาเราเข้าไปรับรู้ เรื่องรัก ที่แม้ว่าวัยจะล่วงเลยผ่านไปเท่าใด รักก็ทำให้กระชุมกระชวย ได้เสมอและ เหตุการณ์นี้เอง ที่คนทำหนังกำลังจะบอกเราว่า เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ท เอ็มเอสเอ็น หรือ ไฮไฟล์เอง นั้นไม่ได้มีแต่ภาพในแง่ลบเสมอไป และมันไม่ใช่เครื่องมือสื่อสารกันของวัยรุ่นเท่านั้น ตรงกันข้าม ผู้กำกับเลือกใช้เข้ามาขับเคลื่อนให้เรื่องราวเดินต่อไปอย่างมีจังหวะ สนุกที่แม้แต่วัยหนุ่มสาว ยังขำและยิ้มไปกับความน่ารักของผู้สูงวัยได้อย่างลงตัว
ลุงจำรัสไม่สนใจเรื่องการร่ำเรียนคอมพิวเตอร์สักเท่าใด ในขณะที่ป้าสมพิส ทั้งจด และโน้ทเป็นข้อๆ ไว้เพื่อจำ มีอยู่ตอนหนึ่งที่คนทำหนังซัดเราไว้ได้อยู่หมัด ก็ตอนที่ เก่งถ่ามลุงจำรัสว่า ไม่เหนื่อยหรือไร ที่ขับรถไปกลับ กรุงเทพ ชุมพรทุกอาทิตย์
“พูดอย่างนี้แสดงว่าพ่อหนุมยังไม่เคยมีความรัก” มันเป็นประโยคที่ตอบเรื่องราวความรักได้ทุกสิ่ง ซึ่งเมื่อเก่งได้ยินทั้งคนดูอย่างเราๆและเขา คงเริ่มเข้าใจและรู้สึกถึงพลังที่ความรักมีให้
หนังตัดกลับมาให้คนดูลุ้นว่า เก่งจะทำอย่างไรกับรักเก่าซึ่งเขามีโอกาสเต็มที่ที่จะถักทอความสัมพันธ์ขึ้นมาใหม่กับฝ้าย และแน่นอนว่ามันไม่ง่ายเลยสำหรับความรักที่ยังคงฝังใจอยู่กับรักครั้งเก่าระหว่างเธอกับโอมหนังค่อยๆเปิดภูมิหลังขอตัวละครให้เราเข้าไปสัมผัสถึงจิตใจของฝ้ายและเก่ง
และหลายเหตุการณ์มันทำให้เรารู้ว่า ฝ้ายเจ็บปวดแค่ไหน และยังหวังว่ารักจะกลับมาดังเดิม เธอจึงเปรียบเสมือนติดอยู่ในบ่วงความรักหนหลังที่ไม่มีวันจะลืมเสียที ไม่ว่าจะเป็นฉากที่โอมโทรศัพท์มาขอร้องให้หาหนังสือการตูนดราก้อนบอลให้ (หนังเก็บรายละเอียดได้ดีมาก หากคนดูวัยประมาณ สามสิบ ต้นๆ เช่นผม จะรู้ว่า ดราก้อนบอลเล่ม 18 มันหายากจริงๆ) หรือแม้แต่ฉากฝ้ายดูไฮไฟล์ของโอม และ ฉากตอนที่อยู่ในเรือประมง เธอแสดงถึงอาการของคนเก็บกดได้ดีมาก แม้จะมีสัตว์เลื้อยคลานออกมาจากปากของเธอเต็ม 2 รูหู ให้เราได้อึ้งไปพักหนึ่ง
ในด้านของเก่ง แม้เขาจะบอกให้คนดูหนังรู้ว่า เขาพยายามให้ฝ้ายหลุดออกมาจากความทรงจำ หนหลังแค่ไหน ในขณะที่เขาเองก็ยังต่อสู้กับความรู้สึกหนหลังของรักครั้งแรกที่ไม่ลืมเลือนเช่นกัน และมีอยู่ฉากหนึ่งที่ให้เรารู้ว่า เขาเศร้าปนสุขแค่ไหน เมื่อน้ำจากไรผมฝ้ายหยดลงที่ใบหน้าเขา แม้มันเป็นเพียงหนึ่งหยดที่ฝ้ายเองไม่เคยรับรู้เช่นกัน มันจึงเป็นดั่งเส้นวงกลมของวงจรชีวิตที่ทั้งเขาและฝ้ายยังหาทางออกไม่เจอ
เมื่อเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นบนเรือ จากการเมาเหล้าขาว และการปลดปล่อยบางอย่างจากความรู้สึกทั้ง ฝ้ายและเก่ง อาการนิ่งเงียบ และครุ่นคิด เท่านั้นที่จะบอกว่าทั้งสองควรทำอย่างไร
ฉากที่บอกเราว่า เก่งพูดได้ถูกใจ และ คงเป็นประโยคที่ทั้งคนเขียนบทและผู้กำกับหนังพยายามตั้งคำถามสำหรับวิธีหาทางออก ของความรัก คือ
“เธอยังหวังว่า ไอ้โอมมันจะกลับมาเหมือนเดิมใช่ไหม” ในขณะที่เก่งบอกฝ้าย เหมือนเขากำลังบอกตัวเองอยู่ด้วย
สัญลักษณ์ที่โดดเด่นเรื่องนี้ ที่ทำให้หลายเหตุการณ์มันวนกลับมาเจอกัน ก็เห็นจะเป็นไอ้เจ้า สะพานลอย(ชื่อหมาอาจเปรียบเหมือนให้ความหมายของการเชื่อมต่อ) หลายครั้งที่หนังกำลังพาคนดูเอียงไปทางเศร้ามากๆ เจ้าสะพานลอยจะดึงคนดูกลับมาให้ปรกติได้ดี
กลับมาที่คู่ของลุงจำรัส ที่ความทรงจำถูกกัดกร่อนด้วยโรคอัลไซเมอร์ และป้าสมพิสที่กำลังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะตอบสนองความรักของลูกๆที่มีต่อตนเอง หรือจะเลื่อกข้างตามใจความรู้สึกของความรักที่มีในใจ หนังสร้างปม ขัดแย้งได้อย่างละเมียดละไม ด้วยเหตุการณ์ที่ป้าสมพิสกำลังเลือกตัดสินใจไปใช้ชีวิตกับลุงจำรัสที่สวนเพื่อจดจำเหตุการณ์อันทีค่านี้ไว้ตลอดไป แต่เหตุไฉนลุงจำรัสกำลังจะลืมทุกสิ่ง
" ไม่ลืม ไม่มีหรอก มีแต่ลืมช้า หรือลืมเร็วเท่านั้น" ประโยคที่ทำเอาคนดูแทบน้ำตาร่วง คงเป็นข้อสรุปของชะตากรรมความรักทั้งสองได้เป็นอย่างดี ไม่แพ้กับบทเพลง “อยากจำกลับลืม”ไม่ป้าสมพิศมักร้องอยู่เป็นประจำ
ผู้กำกับหนังพาเราหาทางออกได้ดี แทนที่จะทำร้ายคนดู ประเภท ลุงจำรัสกลายเป็นคนชรา จำแม้แต่คนรักไม่ได้ เรียกน้ำตาและความสงสารอย่างที่หนังหลายเรื่องทำ แต่หลังกลับพลิกผันเหตุการณ์ลงเอยได้อย่างสวยงาม(ตามแบบฉบับของหนังค่าย GTH ที่ทำให้คนดูรู้สึกดีกับชีวิต (Feel Good) )และสัญญลักษณ์ที่เชื่อมต่อให้ความรักนี้คลี่คลาย ลงได้ ก็คือ ต้นชมพู่มะเหมี่ยว (ฉากที่ป้าสมพิสกัดชมพู่มะเหมี่ยวนั้นแกทำให้เรารู้สึกถึงความอิ่มเอิบในรักได้ดียิ่ง)
สุดท้ายหนังพาเราไปพบกับคำตอบหลายอย่างที่ต่างล้วนแล้วเชื่อมโยงกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจตัดรากแก้วของต้นชมพู่มะเหมี่ยว ของฝ้าย “กูอยากได้เมีย ไม่อยากได้เพื่อน ” คำตอบของโอม ที่เขาบอกเก่ง ฉากที่ลุงจำรัสคลีกระดาษวิธีเข้าเล่นเอ็มเอสเอ็น ที่ป้าสมพิศจดให้ และภาพของต้นชมพู่กำลังผลิใบ และ กระดาษประกาศหาเจ้าของของเจ้าสะพานลอย ที่เผลอใส่คิ้วลงไปด้วย และคำพูดสุดท้าย ที่เก่งบอกกับฝ้ายว่า “เขาจะมีรักครั้งใหม่ กับคนคนเดิม”
นับเป็นงานภาพยนตร์ไทย ชิ้นหนึ่งทำให้คนดูเชื่อได้อย่างสนิทใจว่า ความรักของพวกเขาเหล่าตัวละครนั้นจะยืน ยาว เฉกเช่นชื่อเรื่อง และเสน่ห์ของหนังค่ายนี้ที่ทำได้ดี คือการให้ดาราในสังกัดเข้ามารับบทบาทรับเชิญในคนดูหายคิดถึง การถ่ายภาพหนังที่ละเมียดละไม ปรุงแต่ด้วยคอมพิวเตอร์กราฟฟิกแต่พอควร และการเขียนบทเป็นทีมงานได้อย่างลงตัว คงพอจะทำให้ผู้อ่านติดตามและสนับสนุนหนังไทยต่อไปนะครับ