เขาสาวเท้าที่ร้อนรนเข้าไปในความมืด พลางหันรีหันขวางระแวงคนไล่หลัง ในใจคิดแผนการเดินทางล่วงหน้า คลื่นสมองสั่งการเร็วรี่ คงต้องเร่งความเร็วให้ถึงที่หมายก่อนรุ่งสาง หยดน้ำค้างที่เมื่อก่อนเคยเกาะตามใบหญ้า หันมารังควานให้กางเกงสีเขียวหม่นนั้นเปียกชื้น เสียงนกกลางคืนร้องระงมอยู่ไกลๆ ที่โล่งกว้างสุดปลายตาเขียนความรู้สึกกลัวประทับไว้ในใจเขา
“แม่-เอ้ย ! “ เขาสบถอีกที ซึ่งก่อนหน้านี้ก็พ่นคำผรุสวาทออกจากปากไม่รู้กี่หน ถึงยังไงคงต้องเดินหน้าต่อไป ไม่น่าเลย... หากเมือคืน เขาเงยหน้ามองปฏิทินบนฝาผนังสักครั้ง เพื่อตรวจดูวันข้างขึ้นข้างแรมให้แน่ใจ ภัยคงไม่ตามมาใกล้ตัวเยี่ยงนี้
“เปรี้ยง..ง..ง.ง !!! “ เสียงปืนแหวกความมืดพรุ่งตรงมาที่เขา กอหญ้าตรงหน้าคือที่หมายโดยไม่รีรอ แรงขาถีบ ทะยานพาร่างพุ่งลงพื้นราบ มอบคลานลุกลน
“ เปรี้ยง..ง.. เปรี้ยง..ง. เปรี้ยง.. งงง” ลูกปืนยังไล่ตามมาติดๆ ร่างหยุดนิ่งชั่วอึดใจ ทว่าจังหวะใจในทรวงอกยังคงเต้นตึกตัก เขาพยายามพ่นลมผ่านโพรงจมูก ระบายความกลัว พักได้มินานเท่าไหร่ ต้องเงยหน้าตาจ้องตรง กี่คนกันนะที่ตามมา ควานหาในกรอบสายตา เห็นแต่สีดำ
“ เหี้- แค่นี้กะเอาถึงตายเลยหรือวะ?” เขาบ่นเงียบๆ พลางพลิกตัวนอนหงายมองแสงดาวในคืนเดือนแรม ลมเย็นกลางคืนพัดใบหญ้าพลิ้วไหว ลงมาไล้ใบหน้าอ่อนล้าปนตระหนก เหงื่อใหลย้อยฝากรอยไคลเปียกไว้บนผิวผ้า เขาหลับตาหนีอันตรายจากยอดหญ้าปลายแหลม กลิ่นดินเปียกเรียกอดีตในคำนึง คิดถึงเพื่อนที่อยู่แสนไกล ใยเขาต้องมาคลุกคลานกลางแดนแปลกแยกตัวตนเช่นนี้ ไม่ทันรู้ตัว น้ำใสหลั่งไหลออกทางปลายตา ไม่รู้ว่าทะลักออกมาจากส่วนลึกตรงไหนของใจจิต
คงหนีไม่รอดแน่ ตามมากระชั้นชิดเหลือเกิน เขาคิด
เหนือหัวเขาสามสิบองศา ระยะห่างประมาณสองช่วงผืนนา ปรากฏเสียงฝีเท้าย่ำเหยียบ
“ ไหน มันอยู่ไหน ? “ เสียงห้าว กล่าวกร้าวปนคำถาม ราวจะกรีดร่างคนที่เรียกหา
“วิ่งมาทางนี้ แน่นอนครับ “ อีกหนึ่งเสียง ย้ำ
เจตนาแน่วแน่
“อย่าให้กูเห็นนะมึง ไส้ไหลอย่างเดียว “ คนถือปืนยืนมองสอดสายตา ควานหาร่างประสงค์ในม่านดำ มีเพียงเงาหญ้าเท่านั้นที่ล้อเลียนแสงจันทร์ ให้แลเห็น
ไกลออกไปจากที่เกิดเหตุราวหนึ่งกิโลเมตร หรือประมาณสองช่วงผืนนาขนาดสองไร่ ในเรือนไม้ชายทุ่ง ปรากฎแรงห่วงหาของอนงค์นางหนึ่ง ร่างนั้นผอม ทว่าอกตึง ไหลผาย หล่อนเคลื่อนกายกลิ้งกลอกร้องไห้คร่ำครวญบนที่นอน ล้อมรอบด้วยฟอร์นิเจอร์เกลื่อนอาณาเขตส่วนตัว เสียงดนตรีจากเครื่องเล่น เอ็มพีสาม ใต้ชั้นวางตู้รับคลื่นภาพนามโทรทัศน์ ส่งเสียงบอกเนื้อร้องและท่วงทำนองจากลา แต่น้ำตาที่นองหน้านั้น มิได้ก่อเกิดจากดนตรีที่ล่องลอยอวลอบขณะนี้
ป่านนี้จะเป็นเช่นไร ชายใจร้ายที่รุกไล่พี่ เขาคงแลเห็นเพียงรูปร่างภายนอกนี้เท่านั้นหรือ ? ที่นำพาต้องตา ภาษาใจใยไม่สัมผัสถึง หนึ่งใจน้องนั้นเพียงคนึงหาชายเก่า และเขาบุรุษผู้มาใหม่ น้องนั้นฤาก็รักดุจดาวเดือน ใยสองชายมิเข้าใจหญิงงามอย่างน้องเอาเสียเลย พี่เอ๋ย...ตอนขึ้นเรือนก็เตือนแล้วให้ดูดีๆ อาจมีสองตาหมายปลิดชีวี หรือใจจิตคิดแต่จะร่วมรัก ไม่ปฏิบัติตามปฏิทิน ยินเสียงตกลงในวานวันหรือเปล่า คราวนั้นน้องนัดวันเดือนมืดมิใช่หรือ?
นั่นเป็นกลุ่มคำแปลจากการร้องไห้ร้องห่ม บ่นภาษาใจด้วยน้ำตา ตอนนี้หล่อนยังไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะดีหรือร้าย แต่ที่แน่ๆ หล่อนหิว แหกปากร้องมาเสียนาน จนลืมไปว่ากระเพาะที่ไม่มีปาก ก็โอดครวญเป็นเสียง ผ่านผิวหน้าท้องเรียบเนียนได้ “กินข้าวดีกว่า “ หล่อนว่าพลางก้าวเท้าเข้าครัว
“มันเป็นใครกันวะ “ คนถือปืนคนเดิม ถามลูกน้องที่ตามติด
“ไม่รู้ครับ ม้ามืด มากับรถเร่หนัง “ คนตัวเล็กว่า
“ อีนี่ชัก ตุกติก คิดนอกใจ “ คนถือปืนพูดถึงอนงค์นางนั้น พลางควักซองพลาสติกรูปสี่เหลี่ยมด้านเท่าออกจากกระเป๋ามาพลิกไปมาบนกลุ่มนิ้วแก้เซ็ง หากมองลึกลงไปที่รายละเอียดบนผิวพลาสติกซองนั้น ก็จะเห็นตัวอักษรภาษาไทย เขียนว่า ถุงยางอนามัย กลิ่นสตอเบอร์รี่ ผิวไม่เรียบ ใช้ได้ครั้งเดียว วันหมดอายุ และสัญลักษณ์ มาตรฐาน อย. ไทย
“ ห่-เอ้ย แม่-ไม่ได้ใช้อีกแล้ว “ สายตาที่เหลือบมองซองที่ว่า หันมาทางคนตัวเล็ก
“ผมไม่เข้าใจพี่เลย คนอื่นมีให้ทำตั้งเยอะตั้งแยะ ทำไมพี่หลงอีนี่นัก” จริงดั่งว่า คนถือปืนเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงหลงนักหลงหนา กับอีแค่หญิงปลายนาคนเดียว
ละอองเย็น กระเด็นเข้าประทะใบหน้าชายที่นอนหงายรอเวลาปลอดภัย เม็ดน้ำตกลงตามแรงโน้มถ่วงโลก แหม๊ะ! รู้ทันทีว่าละอองเย็นนั้นเป็นฝน ตกอะไรเอาตอนนี้วะ เขาคิด เคราะห์ซ้ำ กรรมซัดจริงๆ
“พี่ฝน ตก “ คนตัวเล็กว่า
“ เออ! บ้านกูไม่ได้แล้ง รู้หน่า ว่าเป็นฝน “ คนถือปืนพาล คนตัวเล็กชะงัก สายตามองผ่าความมืดสู่ต้นเสียงแสนกวนตีน แม้เคืองเท่าไร ก็ให้อภัยได้ เพราะคนข้างกายคือลูกพี่
“ดี ! ตกมาก็ดี กูจะรอจนกว่าน้ำท่วมปากมัน ดูซิ มันจะนอนหลบไปได้นานมั้ย ” คนถือปืนบอกคนตัวเล็ก เสียงดัง เชิงป่าวประกาศให้ใครอีกคนได้ยิน
“แล้วเราไม่เปียกหรือพี่ “ คนตัวเล็กสงสัย
“เปียกเป็นเปียกสิ!” คนกล้ามใหญ่กว่าตอบสวนทันควัญ “เกิดเป็นชายสามสอกกูบ่กลัวดอก กะอีแค่ฝน รึมึงกลัว “ ผู้เป็นลูกพี่หันกลับมาย้อนเชิงท้าทาย
“กลัวหนาวโว้ย!” นั่นเป็นแค่เสียงในใจ มีหรือจะกล้า เปล่งวาจาว่าเจ้านาย ทำได้เพียงยิ้มสู้
ชายที่นอนหงายแน่นิ่ง ส่งความทรงจำสู่กระท่อมปลายนาในอดีต ครั้งนั้น เขากับเพื่อนรัก กำลังลบรอยร้าว จากแรงกระทบ เรื่องรักหญิงคนเดียวกัน
อนงค์ บนเรือนไม้ชายทุ่ง นางนั้นคือต้นเหตุ
สองชาย กับหนึ่งใจหญิงที่อยากครอบครอง ไม่ใครคนหนึ่งต้องลิ้มลองกับความผิดหวัง เขาคือผู้โชคดีครานั้น เพื่อนรักตัดใจสมัครอาสา ด้วยจิตกุศล เสนอตนสู่พื้นที่ด้ามขวาน พิทักษ์รักษาเยียวยาใจตนและคนอื่น สามปีผ่านไป ความโชคดีของชายที่นอนหงาย คราวนั้น กลับกลายเป็นความยุ่งเหยิงในยามนี้
หล่อน รูปงามจนต้องตาชายคนอื่น และหล่อนเองก็มิอาจฝืนความต้องการของใจ ที่ใฝ่หารักมากกว่าหนึ่ง เขาจึงต้องหักหารใจ เดินทางออกไกล ร่อนเร่ ฉายหนัง เพื่อปลดเปลื้องทุกข์ออกจากใจ
วันเวลาเดินผ่าน ถึงคราวของโชคชะตาแวะมาเล่นตลก รถหนังเร่วิ่งเข้าสู่ปากทางหมู่บ้าน แม้ห่างหายไปหลายปี ชายที่นอนหงายจำได้ดี นี่คือหมู่บ้านของเขาเอง
ท่ามกลางผืนฟ้าคืนเดือนมืด แสงสว่างจากภาพเคลื่อนไหวกำลังโลดแล่นบนจอผ้าใบขาวขุ่น ปรากฎชายหญิงคู่หนึ่งกำลังหลบมุมเจรจาเรื่องความหลัง
อนงค์ บนเรือนไม้ชายทุ่ง นัดแนะให้เขาไปหาที่เรือน ในคืนเดือนมืดครั้งหน้า เขามิใคร่อยากไปนัก แต่ใจกลับห่วงหา อยากจะเจรจาถามทุกข์สุขให้หนำใจ แต่สถานการณ์ไม่สู้ดี เจ้าของรถหนังเร่ ดันแวะมาปลดทุกข์ในทิศที่เขากำลังยืนอยู่ การสนทนาตกลงจึงขาดช่วงโดยพลัน
บางครั้งความเหงา ก็เข้ามากวนใจคนพเนจรให้สับสน เขาตัดสินใจกระโดดลงจากรถหนังเร่ ที่กำลังมุ่งหน้าออกจากหมู่บ้าน แล้วอำพลางตัวในชายทุ่งครุ่นคิดถึง สถานะการหลังฟ้ามืดมาเยือน
เมื่อหล่อนพบเขา คลาดเคลื่อนวันนัดหมาย ภาพชายใจร้ายกับลูกน้องที่มิใช่ผัวหล่อน(อีกคน) ผุดขึ้นมาทันที ตายล่ะซิ วันนี้พี่เสือจะแวะมานอนด้วย นี่ฉันจะสับรางเยี่ยงไร ดี
“
เปรี้ยง..ง..ง.ง !!! “ เสียงปืนส่งสัญญานให้เขาและหล่อนรู้ทันที ว่าหลังจากนี้คงต้องจากลากันแล้ว
“เปรี้ยง..ง..ง.ง !!! “ “เปรี้ยง..ง..ง.ง !!! “ “เปรี้ยง..ง..ง.ง !!! “ เสียงปืนยังคงดังสนั่นฟ้า
เขาผู้ที่ตอนนี้กำลังนอนหงายท้าทายสายฝน ไม่ค่อยเข้าใจในสถานการณ์ก่อนหน้านี้นัก ใจหนึ่งก็ยังรัก ใจหนึ่งก็กลัว ทำไมหล่อนไม่พูดอะไรสักคำ คนที่ไล่ล่าเขาเป็นใครกันหนอ เขาคิดถึงเพื่อนที่ตัดสินใจ อาสาไปใช้ ชีวิต เพื่อรักษาความสงบในแดนดินด้ามขวาน มันจะรู้บ้างไหมว่าเพื่อนคนนี้กำลังจะตายอย่างไร้ค่า
ระดับน้ำเริ่มสูงขึ้น มันกำลังจะท่วมปากเขาอยู่แล้ว คนที่ไล่ล่าคงยืนรอ หลังม่านฝนสีดำตรงหน้า เขานี่กระมัง หากลุกขึ้นตอนนี้ ไกปืนคงถูกเหนี่ยวด้วยปลายนิ้วที่เคียดแค้น
สามปีก่อน เขากลัวความตาย หากอาสาไปใช้ชีวิตในแดนดินที่ไม่สงบตามเพื่อนรัก เขาคิดว่าเป็นความโชคดีของเขาที่ได้อยู่ใกล้ๆรอยยิ้มและรูปกายหล่อน เขาลืมเพื่อนผู้อยู่แดนไกลที่เดินออกไปจากความยุ่งเหยิงครานั้น หนึ่งปีที่ความสุขทำให้เขาลุ่มหลงอะไรหลายอย่าง และสองปีกับการเร่ร่อนฉายหนังเร่ในขณะที่ใจหงอยเหงา
ทว่านาทีนี้เขาคิดถึงเพื่อนรักเหลือเกิน หากรอดตายครานี้ เห็นทีจะต้องเดินทางลงไปตามเพื่อนเสียหน่อย
โอ้...อนิจจา ระดับน้ำท่วมปากทำให้เขาสำลักและยันกายลุกขึ้นจากที่ราบระดับน้ำ ในผืนนา
“เปรี้ยง..ง..ง.ง !!! “ เสียงปืนส่งลูกตะกั่วมุ่งตรงมาที่เขา
วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ฝากช่วงเวลาใหม่ของช่องด้วยครับ "ทดลองออกอากาศ" https://www.youtube.com/watch?v=UZbbyVur1bk https://www.youtube.com/watch?v=-...
-
ในช่วงเทศกาลหยุดยาว ภายใน ม ขอนแก่น ผู้คนคงบางตากว่าปรกติ เราเลยขับรถออกมาจากห้องพัก ตั้งใจหนีความอุดอู้ภายในห้องสี่เหลี่ยมที่ล้นไปด้วยความเ...
-
บางคนอาจจะจำเรื่องราวบางอย่างได้ไม่ยาก และหลงลืมเรื่องบางเรื่องโดยไม่รู้ตัว แต่สำหรับความรักแล้ว มีข้อยกเว้น ว่ากันว่ารักครั้งแรกของใครต่อใ...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น