วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

3 เดือนที่ไม่เจอ คิดถึงเอ็งว่ะ ไอ้แดง




5ปีก่อน ไอ้แดง เข้ามาจับจองหอพักของผมพร้อมกับเพื่อนตัวหนึ่ง ชื่อ ไอ้ขาว ไม่นานไอ้ขาวก็โดน ล็อทไวเลอร์ของคนแถวนั้น ซ้อมปาก บุกมากัดจนวิ่งหายไป(ผมมาเดาทีหลังว่ามันคงหลบไปตายที่อื่น) ตอนนั้นผมเห็นเจ้าของไอ้ล็อทไวเลอร์ยืนยิ้มภูมิใจกับสายเลือดนักล่าของหมามันอย่างมีความสุข(แม่งหน้าเหี้ยทั้งคนทั้งหมา)ทว่าผมยังไม่สนใจกับเหตุการณ์นี้เท่าไหร่นัก เพราะคิดว่าใครสักคนคงอาจเป็นเจ้าของไอ้ขาวและไอ้แดง เขาคนนั้นคงไปสืบสาวราวเรื่องเอาความกับเจ้าของล็อทไวเลอร์เอง แต่แล้วก็ไม่มีใครแสดงตัว ผมจึงแน่ใจแล้วล่ะว่า..หอพักผมคือบ้านของพวกมัน และไอ้ขาวคงตายฟรีแน่ๆ



เมื่อเหลือไอ้แดงตัวเดียว มันจึงเริ่มส่งสายตาท่าทางอ้อนวอนหาเพื่อนกับสมาชิกในหอพัก โดยการวิ่งไปเห่าต้อนรับเมื่อเห็นคนเข้ามาที่หอพัก และใช้ชีวิตตามประสาหมาไม่มีเจ้าของไปวันๆ กระทั่งวันหนึ่งผมกับสมาชิกในหอพักได้เจอกันพร้อมหน้าพร้อมตา จึงถามไถ่ให้แน่ใจว่า ใครเป็นเจ้าของไอ้แดงกันแน่ สรุปว่า ทุกคนถามคำถามเดียวกันว่า “หมาใครว่ะ” รวมถึงเจ้าของหอ....



ไอ้แดงหากินเอง คุ้ยขยะมาแทะกินจนสมาชิกในหอเริ่มเอือมระอา ความสงสารจึงทำให้ผมหาข้าวมาให้มัน แบบไม่สม่ำเสมอ ผมใช้เวลา ถึง 1 ปีกว่าจะจับเนื้อต้องตัวมันได้ (มันกลัวคนมากๆ)จนเข้าสู่ปีที่ 2 ผมกับมันจึงสนิทกัน และเป็นที่มาถึงความเข้าใจของสมาชิกหอพักว่า ผมเป็นเจ้าของมัน (โอเค เป็นก็ได้ว่ะ)



ไอ้แดงเป็นหมาขี้กลัว ไม่กัดทั้งคนและหมาด้วยกันเอง มันจะวิ่งไปต้อนรับคนในหอเมื่อได้ยินเสียง และเดินตามไปส่งถึงหน้าห้องและกลับไปนอนต่อ ทำอย่างนั้นมา 5 ปี จนกระทั่งคนที่มาเช่าห้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนรุ่นแล้วรุ่นเล่าสนิทกับมัน น้องผู้หญิงในหอพักคนหนึ่ง เรียกไอ้แดงว่า โทนี่ ผมจึงเรียกมันอยากกระแนะกระแน๋ว่า โทนี่แดง



หนึ่งปีให้หลังมานี้ ไอ้แดงเริ่มออกอาการโอเวอร์แอ๊คติ้ง คือเห่าหอนดีใจ เมื่อเห็นคนเข้ามาที่พักอย่างออกนอกหน้า หนักสุดก็คือผม มันกระโดดเข้าหายังกับจิงโจ้ ความผูกพันของผมกับมันเข้ามาอย่างไม่รู้ตัว ไอ้แดงเริ่มเข้าไปปรากฎในงานเขียนของผมหลายชิ้น เริ่มทำให้ผมห่วงว่าใครจะให้ข้าวมันกินในตอนที่ผมเข้าไปทำงานกรุงเทพ และมันทำให้ผมตัดสินใจไม่รับงานกองถ่ายหนังเรื่องหนึ่งที่มีคนชวนเข้าไปทำ เพราะผมต้องไปอยู่ที่อื่นนานเป็นแรมเดือน ผมกลัวว่าไอ้แดงจะอยู่ไม่ได้



ทั้งๆที่เริ่มไม่ชอบตัวเองที่ปล่อยให้ หมาตัวหนึ่งมามีอิทธิพลกับชีวิต ผมก็ยังถามตัวเองเสมอว่า หากวันหนึ่งผมต้องย้ายหอ แล้วมันจะอยู่อย่างไร จะเอามันไปด้วยดีไหม หรือจะทำยังไงดี จนกระทั่งความคิดที่จะย้ายที่อยู่หายไปเพราะไอ้แดง



สามเดือนก่อนหน้านี้ ไอ้แดงได้รับบาทเจ็บต้องเดิน สามขา เพราะคนตัดหญ้าที่เจ้าของหอจ้างมาทำร้ายมัน (เขาโมโหว่ามันคาบขยะมาที่สนามหญ้า) ไอ้แดงเริ่มซึม จนกระทั่งนอนซม เดินไม่ได้ ผมจึงตัดสินใจพามันไปหาหมอ....ก่อนหน้านี้ไอ้แดงเคยป่วยหนักเพียงครั้งเดียวคือ วิ่งชนกิ่งไม้ตาอักเสบ มันไม่ยอมขึ้นรถผมไปหาหมอ จนได้ถ่ายรูปตามันไปให้หมอจ่ายยามาให้แทน ครั้งนี้เช่นกัน ไอ้แดงสู้สุดชีวิตที่จะไม่ไปหาหมอ ผมเห็นท่าไม่ดีจึงต้องใจร้าย บังคับมันขึ้นรถ จนไปถึงโรงพยาบาลได้อย่างทุลักทุเล



ไอ้แดงนอนโรงพยาบาลอยู่หนึ่งคืน หมอบอกว่ามันซึม และไม่กินข้าว ผมไปเยี่ยมมันและรับรู้ถึงสายตาได้ว่า มันอยากกลับบ้าน จึงขอหมอเอาตัวมันกลับหอพักดีกว่า....



แดงได้กลับหอพัก อาการดีขึ้น แต่มันโกรษผมตั้งแต่วันนั้น เรียกก็ไม่มา และมันตัดสินใจไปสนิทกับน้องพยาบาลห้องข้างๆแทน จนผมคิดว่ามันคงกลัวผมไปตลอดชีวิตแน่ๆ....สามสี่วันถัดมาในคืนหนึ่ง ไอ้แดงมีอาการซึมอีก ครั้งนี้หนักสุด แรกๆนอนซม และต่อด้วยอาการชัก หลงๆ ลืมๆ ลุกขึ้นมาเดินวนไปมาไร้ทิศทาง น้องพยาบาลกับผมเดาว่า ใครคนหนึ่งอาจใจร้ายวางยามัน(ขโมยแถวนั้นชอบวางยาหมาเพื่อหาจังหวะเข้าขโมยของ) จึงรับเอาไข่ดิบและน้ำมะขามกรอกปาก จนกระทั้งมันล้มลง นิ่งไป น้องพยาบาลร้องไห้..ผมไม่รู้จะทำอย่างไร อยากให้มันหายหรือหลุดพ้นจากการทรมานครั้งนี้เหลือเกิน ไอ้แดงนิ่งไปนาน... จนน้องพยาบาลบอกว่า “รุ่งเช้าคงได้ฝังมันแล้วล่ะพี่” ตลอดคืนผมนอนไม่หลับ แอบมองว่ามันยังหายใจดีหรือไม่ จนกระทั้งเช้า ผมจึงพามันไปส่งโรงพยาบาลอีกครั้ง หมอบอกว่า แดงมีพยาธิที่หัวใจ อาการหนักเอาการ ผมจึงให้มันนอนโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการจนถึงที่สุด



เช้าวันที่ 29 กรกฎาคม ในขณะที่ผมกำลังพาพ่อเข้ารับการตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลศรี หมอที่โรงพยาบาลสัตว์ก็โทรมาบอกผมว่า ไอ้แดงสิ้นใจแล้ว....



ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา..ทุกครั้งที่ผมกลับห้องพัก ยังคิดถึงภาพที่มันวิ่งออกมากระโดดต้อนรับและเห่าหอนเดินไปส่งที่ห้องอยู่เสมอ คิดว่าตัวเองคงเศร้าไม่นาน อาการคงหายไปเอง แต่แล้ววันนี้ วันที่ 29 ตุลาคม ในขณะที่ผมกำลังนั่งรอพ่อรับยาที่โรงพยาบาล ผมก็คิดถึงมันอย่างรุนแรง มีน้องคนหนึ่งถามผมว่า ระยะหลังนี้ ทำไมพี่ชอบขึ้นข้อความในเพสบุ๊ก แบบเหงาๆ วันนั้นผมยังไม่แน่ใจว่าตัวเองทำไปด้วยสาเหตุอะไร แต่วันนี้ผมเริ่มแน่ใจแล้วล่ะ ว่า เรื่องไอ้แดง ทำให้ผมเหงาเมื่อกลับห้องพัก และส่งทอดอารมณ์นั้นเข้าสู่ชีวิตประจำวัน



ใครคนหนึ่งเคยบอกผมว่า เมื่อเราเศร้าและเหงาให้เล่าเรื่องนั้นให้คนอื่นฟังบ้าง ผมคิดอยู่นานกว่าจะตัดสินใจเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา และในที่สุดผมก็ได้เล่าออกมาแล้ว และหวังว่าความเหงาที่ได้เสียเพื่อนไปจะจางหายไปบ้าง



แด่..ไอ้แดง เพื่อนกันตลอดไป

วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ข้อความ

เขาบอกเวลานัดหมายและสถานที่แบบคร่าวๆกับผมแล้วก็วางสายไป

ปรกติผมมักไปถึงที่หมายก่อนเวลานัดเสมอ วันนี้ก็เช่นกัน

ตรงที่ผมยืนอยู่ เป็นสี่แยกกลางเมือง ที่ยามนี้กำลังคราคร่ำไปด้วยรถราแล่นสวนทางกันไปมา ทุกคันดูเร่งรีบ ต่างกับไอแดดที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนแรงลงไปอย่างเชื่องช้า แม้เข็มนาฬิกาบนข้อมือขวาของผม กำลังชี้บอกเวลา17.05 น.ความร้อนของบรรยากาศรอบตัวยังคงไม่เย็นลง ผมยืนรอเขาในขณะที่ร่างกายกำลังปล่อยเม็ดเหงือน้อยใหญ่หลั่งไหลออกมาให้ผิวผ้าซึมซับเล่นๆ

ในนาทีนี้ ผมไม่อยากจะสนใจเรื่องของคนอื่นมากนัก ไม่อยากสนใจว่าใครกันหนอที่ทำให้โลกร้อนขึ้น ไม่อยากสนใจว่า หลังจากนี้อีกกี่ปีแดดตอนห้าโมงเย็นมันจะร้อนแค่ไหน ผมอยากสนใจแค่เรื่องของตัวเอง ผมอยากทำงานให้มันจบๆไปในวันที่ร้อนฉิบหาย...

ผมบ่นในใจได้เพียงเท่านี้ เขาและผู้ช่วยอีกคนก็เดินทางมาถึง รอยยิ้มถูกส่งออกมาก่อนที่เสียงทักทายจะตามมาทีหลัง ยานพาหนะที่เขาเดินทางมา คล้ายรถขายไอสกรีมที่เด็กๆ ชอบ ต่างกันเพียงในรถนั้น ถูกบรรจุด้วยหนังสือนิทาน รูปภาพ และอุปกรณ์สำหรับประกอบการทำกิจกรรมเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้เด็ก อาจจะเพราะรู้ตัวว่าเดินทางมาคลาดเคลื่อนจากเวลานัดหมาย เขาและผู้ช่วยจึงเร่งรีบเก็บของออกจากรถ เตรียมเดินทางเข้าไปในตรอกแคบริมถนนที่เราเจอกัน ผมล้วงเอากล้องวิดีโอออกมาจากกระเป๋าเตรียมพร้อมบันทึกภาพ

ทั้งผม เขา และผู้ช่วย กำลังตกอยู่ท่ามกลางความเปียกของผิวผ้าที่สวมใส่ แน่นอนว่านั่นคือภัยจากเม็ดเหงื่อที่รุมเร้า เราสามคนเดินทางเข้าไปในตรอกแคบเล็กๆ ที่บนพื้นเจิ่งนองไปด้วยน้ำขัง ผมเริ่มได้ยินเสียงจ๊อกแจ็กจอแจชัดเจนขึ้น พร้อมกับภาพผู้คนในชุมชนที่หนาตา บางคนกำลังนอนพักผ่อนที่ใต้ถุน ในขณะที่อีกหลายคนกำลังซักผ้าริมถนนหน้าบ้าน เด็กจำนวนหนึ่งวิ่งไปมาระหว่างบ้านหลังโน้นหลังนี้ ผ่านผู้ใหญ่กลุ่มนั้น ที่จดจ่อกับการเลือกข้างเสียงโชคในเกมพนันสักอย่าง ผู้ช่วยเขาหันมาบอกให้ผมลดกล้องลงจากท่าเตรียมบันทึกภาพ เพราะรู้สึกถึงสายตาหวาดระแวงของผู้คนรอบข้าง ผมทำตามเขาแต่โดยดี ทว่ายังไม่หยุดปุ่มบันทึกของกล้อง ผมปล่อยให้มันทำงานต่อโดยไม่สนใจที่จะควบคุมขนาดของภาพ ไม่นานเราก็เดินทางเข้ามาถึงที่นัดหมาย มีเด็กหลายคนวิ่งออกมารับหนังสือจากเขาและผู้ช่วย รอยยิ้มและคำทักทายของผู้ปกครองเด็กเหล่านี้ ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายกว่าการเดินทางที่ผ่านมาเมื่อครู่

สายลมพัดเข้ามาให้ที่เงียบๆ แห่งนี้ให้เริ่มคลายตัวจากความร้อน ผมบันทึกภาพได้ตามสะดวก สายตามองหาสิ่งที่ต้องการไปเรื่อยๆ

“นิทานมาแล้วเด้อ.ออ..อ “ เสียงป้าคนหนึ่งตะโกนขึ้น

“เมื่อไหร่พี่จะทำงานเป็นหลักเป็นแหล่ง?” ต้นเสียงตัดพ้อส่งสายตาไม่พอใจมาที่ผม ไม่มีคำตอบเล็ดรอดออกมาจากปากชายวัยสามสิบต้นๆแม้แต่นิด ผมเก็บคำตอบไว้ในคำนึงน่าจะดีกว่า “ป่านเริ่มจะไม่ไหวแล้วนะ! วันๆพี่ทำอะไรมากกว่าออกไปถ่ายวิดีโอบ้างหรือป่าว?” ผมส่ายหัวและยิ้มเจือนๆ เธอคงไม่สบอารมณ์กับอาการของผมมากกว่านาทีที่แล้ว ถึงกับมองหาสิ่งของรอบตัว หมายจะคว้าและคว้างมัน

“พี่ยืมเงินค่าน้ำมันรถหน่อยซิ!” นี่คือความกล้าหาญที่สุดของผมในรอบสองปีที่ใช้ชีวิตใกล้ๆ เธอ ป่านชะงักเมื่อได้ยินประโยคที่ว่า เธอตัวสั่นด้วยความโกรธและวางนาฬิกาปลุกลงบนขอบเตียง อย่างน้อยความกล้าเมื่อครู่ของผม ก็ทำให้ไอ้เจ้านาฬิกานี้ปลอดภัย แบงค์ร้อยจำนวนสามใบลอยเคว้งในอากาศ... 7 วินาทีต่อมา เสียงกระแทกประตูก็ดังขึ้น

ความเงียบเข้ามาเยือนอีกครั้ง... ผมก้มลงเก็บเงินที่เธอปาให้ พลางหันไม่มองรอบๆห้องพัก หนังสือภาษาอังกฤษที่เธอใช้ประกอบการสอนนักศึกษาอยู่ทุกวัน โดนลูกหลง หล่นไปกองที่ใต้เตียง ผมหยิบมันขึ้นมา เห็นลายมือเธอเขียนไว้ด้วยหมึกสีแดง อักษรที่คุ้นตากำลังยิ้มทักทายผม

อืม.... ผมพยายามอ่านมัน “ ดี โอ เอ็น ที - โด๊น แคร์ “

“นิทานมาแล้ว” เด็กชายตัวน้อยวิ่งมาพร้อมๆกับเพื่อนอีกสองสามคน ทั้งหมดทิ้งตัวลงไปที่เสื่อขนาดใหญ่ หนังสือนิทานถูกรื้อค้น หนึ่งคนในนั้นได้ดั่งใจหมาย แล้วส่งให้เขา

“ผมอยากฟังเรื่องนี้ ” เขารับหนังสือจากมือเด็กชายมากางออก โดยหันหน้ากระดาษไปยังเด็กอีกหลายคนที่รอการอ่านของเขา เมื่อทุกคนพร้อม เขาก็เริ่มทำงาน “ นานมาแล้วในป่าแห่งหนึ่ง เจ้ากระต่ายน้อย ได้ออกเดินทางไปสู่โลกที่ มันไม่เคยเห็น.... สายลมและแสงแดดกำลังท้าทายแววตาอยากรู้เห็นของเจ้ากระต่ายน้อย... ” ผมหันกล้องไปทางต้นเสียง และบันทึกเม็ดเหงื่อที่กำลังไหลลงจากใบหน้าเขาได้ทันพอดี ไม่นานผมสวิงกล้องไปที่กลุ่มเด็กที่กำลังฟังนิทาน จากการอ่านของเขาอย่างมีความสุข สายตาความอยากรู้อยากเห็นส่งพลังความอบอุ่นบางอย่างให้แก่ผม ภาพบนวิวไฟล์เด้อร์ กล้อง ทำให้ผมคิดถึงเรื่องที่เพิ่งผ่านมาชั่วโมงที่แล้ว

เข็มนาฬิกาบนข้อมือขวาผมชี้บอกเวลา 16.00น. ในยามนี้ปรกติป่านจะไม่ทำกิจกรรมอื่น นอกจากรอนักเรียนเดินทางมาเรียนพิเศษกับเธอ นักเรียนที่อยู่ในระดับชนชั้นกลาง พ่อแม่วางแผนให้ได้รับโอกาสทางความรู้และการเรียนเต็มที่จนแทบจะไม่มีเวลาว่างในวันหยุดและหลังเลิกเรียน ป่านสอนวิชาการภาษอังกฤษให้กับนักเรียนชั้นประถม 1 หลายคน ผมเคยไปนั่งเล่นรอเธอสอนอยู่เสมอ จึงไม่น่าจะคาดเดาผิดตำแหน่งที่เธออยู่

“เอ เอ็น...ที...แอ้น... แปลว่า มด” ป่านชี้มือไปที่หน้ากระดาษตรงหน้า เด็กหญิงตัวน้อยพยายามอ่านตามเธอ ป่านหันมายิ้มให้กับผม หลังจากที่เด็กหญิงคนนั้นทำตามในแบบฝึกหัดที่เธอสอนได้ดี ในนาทีที่ผมส่งรอยยิ้มตอบกลับไปที่เธอนั้น...เป็นช่วงเวลาที่ชื่นมื่น ผมทำงานให้กับหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง มันดูมั่นคงพอตัว สำหรับหนุ่มวัยใกล้ 30 ความสนิทสนมที่เริ่มก่อตัวจากการคบหาแบบพี่น้อง จึงกลายเป็นคู่รักที่วางแผนอนาคตอย่างค่อยเป็นค่อยไป ป่านเป็นผู้หญิงสวยที่ชอบวางแผนชีวิต เสน่ห์ของเธออยู่ที่ความมุ่งมั่น ทุกก้าวที่เธอเลือกเดินมีหลักเกณท์ในการตัดสินใจที่รอบคอบเสมอ...ทว่าในนาทีนี้ คือปัจจุบันที่ไม่ได้มีภาพป่านนั่งอยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อนตรงหน้าผม ปัจจุบันที่ผมได้ลาออกจากงานราชการแห่งนั้น ด้วยเหตุผลที่ป่านไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่ เพราะผมดันทะลึ่งไปเหยียบเท้าผู้บริหารระดับสูงเข้าอย่างจัง หรือพูดให้ถูกคือ ผมไปขวางทางการจัดสรรงบประมาณในระบบให้กลายเป็นนอกระบบของเขาสะดุด การเสียผลประโยชน์ครั้งนั้น ทำให้ผมต้องออกมาหางานใหม่ แทนที่จะอยู่ให้ผู้บริหารหน้าเงินคนนั้นบีบและดูถูกไปวันๆ ป่านไม่ชอบการตัดสินใจของผม... เธอบอกว่าผมไม่อดทน เอาอารมณ์ไปเสียงกับความมั่นคงในหน้าที่การงานของตัวเอง

ป่วยการณ์ที่จะอธิบายเหตุผล ผมจึงปล่อยให้ทุกอย่างเดินไปในแบบที่มันควรจะเป็น หลังจากวันนั้น บรรยากาศในชีวิตคู่ของเราก็เปลี่ยนไป ..

แสงแดดยามบ่ายแก่ๆ ทอดตัวลงมายังโต๊ะม้าหินอ่อน อันว่างเปล่าตรงหน้า ผมสับสนเหลือเกิน... ในอาทิตย์นี้ ป่านทะเลาะกับผมทุกวัน มันพลอยทำให้อารมณ์ของเราทั้งคู่หม่นหมอง แม้ทุกครั้ง... ไม่ว่าใครจะผิดหรือถูก ผมจะเป็นฝ่ายง้อเธอก่อนเสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ผมขับรถ(หลังจากที่ได้ค่าน้ำมันจากเธอ) วนหาที่จอด สักพักจึงได้ที่ว่างดั่งใจหมาย โดยไม่รีรอ ทันทีที่ดับเครื่อง ผมก็รีบพาตัวเองมายืนอยู่ที่ตรงนี้ ...ไม่มีภาพป่านอย่างที่ผมคาดการ เธฮคงไปเข้าห้องน้ำ ผมลองกดโทรศัพท์หาเธอ

ป่านไม่รับสาย...

เขาหันมาหยิบหนังสือนิทานเล่มใหม่ พร้อมกับหันมามองการทำงานของผู้ช่วยเขา เวลาผ่านไปรวดเร็ว หรืออาจเป็นเพราะการเหม่อลอยถึงอดีตเมื่อครู่ของผม จึงทำให้นิทานเล่มแรกจบลงอย่างรวดเร็ว ผมหันไปถามข้อมูลที่สงสัยจากผู้ช่วยของเขา ได้ความว่า เขาจะอ่านนิทานเล่มแล้วเล่มเล่า จนกระทั่งฟ้าเริ่มมืด ผมอุ่นใจขึ้น เพราะรู้ว่าตัวเองยังมีโอกาสเก็บภาพอีกช่วงเวลาหนึ่ง ผมสัญญากับตัวเองว่าจะไม่กลับไปคิดถึงเรื่องวุ่นๆ เมื่อชั่วโมงที่แล้วอีก

ความร้อนคลายตัวลง แต่เม็ดเหงือน้อยใหญ่ยังคงรุ่มเร้า เขา ผู้ช่วย เด็กๆ และผม แปลกที่เวลานี้ผมกลับไม่รู้สึกฉุนเฉียวเหมือนตอนมาถึงที่นี่ใหม่ๆ ผมยิ้มให้กับเด็กคนหนึ่งที่หันมามองกล้อง ในใจนึกขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจรับงานนี้ หนึ่งอาทิตย์ที่แล้ว มีคนติดต่อให้ผมทำสารคดีเกี่ยวกับคนกลุ่มหนึ่ง ที่พยายามเอาหนังสือเข้าไปหาเด็กในตำแหน่งที่มีเยาวชนกลุ่มเสี่ยง เยาวชนบุตรหลานของคนหาเช้ากินค่ำ ที่เสี่ยงต่อการอ่านหนังสือไม่ออก

“เราคงต้องรับความจริง ว่ามีเด็กจำนวนมากในเมืองนี้ อ่านหนังสือไม่ออก “ เขาบอกผมก่อนมาที่นี่ ผมอยากรู้ว่ามันจะเป็นแบบที่เขาพูดจริงหรือเปล่า เลยตัดสินใจขอติดตามเขามาทำงาน จึงได้เห็นภาพความจริงที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองใหญ่เมืองนี้ “ถ้าพ่อแม่มีเวลาอ่านหนังสือให้ลูกฟังบ้าง และให้โอกาสเด็กเหล่านี้ได้พบกับหนังสือดีๆ มันคือการจุดประกายให้เค้ากระโจนเข้าสู่โลกแห่งหนังสือที่มหัสจรรย์ “ เขาย้ำให้ผมเห็นถึงเจตนาที่ตระเวนขับรถ หอบหนังสือไปเล่านิทานให้เด็กๆฟังในสถานที่ต่างๆ หลังจากวันนี้ ผมคงตามเขาไปทุกที่จนกว่าจะได้เรื่องและภาพตามใจหมาย ผมอยากถ่ายทอดเรื่องราวนี้ให้แก่คนที่ไม่ได้รับรู้ถึงกิจกรรมเล็กๆของคนกลุ่มหนึ่งได้รู้สึกแบบเดียวกันกับผม

เด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งเดินเตาะแตะมาแอบมองภาพในกล้องของผมจากทางด้านหลัง ผ่ามือขนาดเล็กแตะที่ไหล่ผม มีเสียงสูดขี้มูกขึ้นจมูกดัง ฟื้ดฟ้าดตลอดเวลา ผมยิ้มและบอกตัวเองว่าในนาทีหลังจากนี้ ผมคงต้องสนใจเรื่องของคนอื่นมากขึ้น แม้จะยังไม่แน่ใจว่า ใครกันหนอที่ทำให้โลกร้อนขึ้น และหลังจากนี้อีกกี่ปีถัดไป แดดตอนห้าโมงเย็นมันจะร้อนแค่ไหน ผมเริ่มรู้สึกอยากทำงาน แม้ว่ามันจะเป็นวันที่ร้อนฉิบหายก็ตามที เพราะผมอยากเอาภาพเหล่านี้กลับไปตัดต่อเป็นสารคดีให้ป่านดู เรื่องบางเรื่องที่ติดอยู่ในทัศนะคติของผม อาจตรงกับภาพสารคดีก็เป็นได้ หวังว่าป่านคงจะเข้าใจ

เสียง SMS ดังขึ้นที่มือถือ ผมยิ้มให้กับหน้าจอโทรศัพท์ ป่านเป็นคนส่งมา เธอคงหายโกรษแล้วกระมัง

“วันนี้ได้รับค่าสอนพิเศษเด็ก จะไปเลี้ยงข้าวเพื่อน เย็นนี้ตัวใครตัวมันนะ “ ความว่างเปล่ามาเยือนจิตใจทันที ผมอ่านข้อความนี้ซ้ำไปซ้ำมา และมองภาพเด็กๆตรงหน้า ด้วยความรู้สึกที่ยากบรรยาย

รู้แต่เพียงว่า ผมไม่อยากอ่านข้อความเมื่อครู่อีกเลย ...

วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ชายขี้กลัว กับ ครัวห้องหนึ่ง

เสียงสับหมูดังก้องกังวานในใจเขามานานหลายนาทีแล้ว ภาพกลุ่มเนื้อที่โดนคมมีดกระทบครั้งแล้วครั้งเล่านั้น ส่งพลังบางอย่างให้ครุ่นคิดถึงอดีตที่นานนม ย้อนถอยหลังกลับไปสู่บ้านไม้ชายทุ่งมุมหนึ่งของอำเภออันห่างไกล ทว่าใกล้ธรรมชาติอันเป็นที่รักของเขาตั้งแต่วัยเยาว์
ใครคนหนึ่งในโฆษณานั้น ทำท่าทีประหลาดใจ เมื่อได้ยินเสียง ปั่กๆๆๆ ปั่กๆๆๆๆ ไม่นาน กล้องแพนภาพไปเจอหนุ่มสาวหน้าตาดีในยุคนั้นอีกกลุ่ม ก็มีท่าทีตื่นเต้นไม่แพ้กัน

เสียงอะไร? เสียง..งงง... สับหมู หอมอะไร? ....หอมหมูสับ..บบ..บ ปั่กๆๆๆๆๆๆ

“แม่! อยากกินมาม่าหมูสับ แบบในโทรทัศน์ “ เขาหันหน้าออกจากจอภาพ แล้วส่งความต้องการมาสู่นาง ที่ง่วนอยู่กับงานหลังจักรเย็บผ้า ในตอนนั้นเขาเองยังไม่รู้หรอก ว่าเรื่องราวหนักหนาและรายละเอียดของชีวิตที่ขาดหัวหน้าครอบครัว สร้างความกังวลแก่นางผู้เป็นแม่เพียงใด

“น้ำร้อนอยู่ในกา มาม่าเหน็บอยู่ข้างฝาบ้าน แต่เป็นตราช้างน้อยนะ กินได้เปล่า”

เขาทำหน้าบูดบึ้ง คำนึงถึงแต่ชิ้นหมูที่ราดหน้าบนเส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้อย่างน่าลิ้มลอง ด้วยความไม่เข้าใจในวัยเด็ก จึงเก็บมาวาดฝัน ว่าวันหนึ่งเขาต้องได้ลิ้มรสมาม่าหมูสับราดเนื้อหมูจริงๆ แบบในโทรทัศน์ให้ได้

หลังจากนั้น เขาก็ปล่อยเหตุการณ์นี้ผ่านไปกับกาลเวลา จำไม่ได้แล้วว่ากินมาม่าช้างน้อย ลวกน้ำร้อนไปกี่ซอง 22ปีต่อมาเขาถึงรู้ว่า ในวันนั้นแม่ไม่มีเงิน แม้แต่จะซื้อหมูสักกิโลให้เขากินกับมาม่า

ในวันนี้... วันที่แม่แก่ตัวลง และยังคงอยู่ที่บ้านชายทุ่งที่เริ่มรุ่งเรืองมากขึ้นแล้ว ดีที่พี่สาวเป็นครูอยู่บ้านเกิด ดูแลแม่อย่างไม่ห่าง เขาจึงวางใจเดินทางเข้าสู่เมืองกรุง มุ่งหาความฝันที่วาดไว้ (เขาได้กินมาม่าหมูสับแบบถ้วย มีหมูสับสำเร็จพร้อมซดเป็นประจำ) เขาเรียนจบมหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่ความฝันที่รุนแรง แฝงไว้ตั้งแต่ดูโฆษณามาม่าชิ้นนั้น คืองานทางด้านโฆษณา

เขาไม่กล้าบอกใคร แม้แต่ใจตัวเองก็ยังหวั่นๆ ว่าฝันนั้นคือการนั่งแท่นเก้าอี้ผู้กำกับ

ในความเงียบงัน ความฝันนั้นวิ่งวนอยู่ในตัว สร้างพลังอันหมกมุ่นในหัว พาตัวและใจที่กล้าๆ กลัวๆ ไปมั่วสุมกับงานเบื้องหลังโฆษณา วันเวลาเดินทางผ่าน ความฝันกับความจริงเป็นสิ่งที่ไม่เกื้อหนุนกันสำหรับเขา ความรู้ ความตั้งใจ ทั้งพรสวรรค์ และพรแสวง ไม่พุ่งแรงเท่าคนอื่น เขาเป็นได้เพียง “ไอ้เบ้” ที่วิ่งหาอุปกรณ์มาประกอบฉาก วันแล้ววันเล่า

เพื่อนคนหนึ่งแนะนำให้เขามีฝันสำรอง เพื่อประคับประคองให้ชีวิตมีจุดมุ่งหมาย เขาเห็นด้วย และสิ่งที่ช่วยให้เขาคลายเครียดและเหงามาตลอด คือ ภาพยนตร์ เขาเริ่มหมกมุ่นกับการดูหนังเรื่องแล้วเรื่องเล่ามากขึ้น และความฝันสำรองก็มาครอบครองใจเขา

เขาอยากทำหนัง

มันช่างห่างไกลจากความจริง แต่สิ่งหนึ่งที่ง่ายกว่างานโฆษณา คือเขาสามารถทำมันได้เลย โดยไม่ต้องรีรอ หนังสั้นของเขาหลายเรื่องเพื่อนๆ บอกว่าห่วยแตก แม้มันกระแทกใจเขาให้ช้ำบ้าง แต่บางคืนเขาก็คว้างมันทิ้งไปจากชีวิตแล้ว

ความฝัน ผลิดอกออกผล เป็นกุศลให้ชีวิตมีพลังดำเนินไปนั้นใช่ แต่ความจริง คนที่เป็นเจ้าของฝันนั้น ต้องกินข้าว ต้องใช้จ่าย ต้องทำอะไรอีกมากมาย เพื่อมีปัจจัยใจการใช้ชีวิต

เขาเองก็เข้าใจ และเนื้อเพลงหนึ่งที่ชอบฟังก็ตอบเรื่องราวที่ว่าได้ดี “อยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด”หลังจากนอนฟังเพลงนี้จบหลายรอบ พร้อมกับท้องที่เริ่มหิว เขาจึงตัดสินใจเดินไปสมัครเป็นผู้ช่วยกุ๊กที่ร้านอาหารย่าน รามอินทรา เหตุผลหนึ่งนั้นเพราะว่าอายุที่เขาใช้มามีค่าเท่ากับ 30 ปีแล้ว วงการหนังต้องการพลังคนหนุ่ม วัยที่เขาครอบครองอยู่ไม่เหมาะกับการเริ่มต้นในวงการนี้ เขาพร้อมรับความจริงเสมอ จึงหาลู่ทางใหม่ให้ได้งานง่ายขึ้น

ปั่กๆๆ ปั่กๆๆๆ

ผมคิดว่า เสียงสับหมูคงดังก้องกังวานในใจเขามานานหลายนาทีแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องกระตุ้นเตือนให้เขากลับมามีสติกับโลกแห่งความจริงอีกครั้ง พี่ต้อมผู้ช่วยกุ๊ก 1 กำลังสับหมูอย่างเอาจริงเอาจัง ไม่นานพี่แกคงเรียกหาหอมหัวใหญ่ที่เขา(ผู้ช่วยกุ๊ก2)กำลังหั่นอยู่หน้าเขียง ผมตบไหล่เขาเบาๆหนึ่งครั้ง เขาหันมายิ้มให้เหมือนเคย แววตาส่งสัญญานขอบคุณผมอยู่ในที ผมยิ้มพร้อมยื่นใบสั่งอาหารให้เขา แล้วเดินออกมาทำหน้าที่เสริฟอาหารของผมต่อไป

เขาชวนผมมาทำงานที่นี่ได้สองเดือนแล้ว เราเจอกันที่ร้านลาบแห่งหนึ่งในปั๊มน้ำมันที่คนอีสานชอบมาแวะพักรถ ผมกำลังถังแตกจากการรวบรวมเงินก้อนสุดท้ายพิมพ์หนังสือรวมเรื่องสั้น””ที่นี่มีห้องว่างแบ่งให้เหงา” พิมพ์เอง ขายเอง ตามความฝันที่ผมมี สามเดือนผ่านไป สายส่งหนังสือบอกว่า ขายได้ 13 เล่ม ผมไร้เรี่ยวแรงเมื่อได้รับข่าวนั้น และคิดกลับไปหลบเลียแผลที่บ้าน

ในตอนที่เจอเขา ผมเหลือเงินในกระเป๋าเพียง 50 บาท หลังจากกินลาบจานโตกับข้าวเหนียวหนึ่งกระติบใหญ่ๆ กำลังมีแผนการโบกรถกลับบ้านที่โคราช หลังจากนั้น เราสองต่างเล่าเรื่องราวในชีวิตแลกเปลี่ยนกันและกัน แน่นอนว่า... ในนั้นมีความฝันที่สวยงามรวมอยู่ด้วย (เขาเล่าเรื่องความอยากกินมาม่าหมูสับในวัยเด็กให้ผมฟัง) ผมตัดสินใจตามเขามาทำงาน เพราะเหตุผลหนึ่งที่เราสองมีคล้ายกัน

ผมกับเขา กลัวว่า...จะอยู่ในชีวิตจริงไม่ได้ หากยังหวงแหนความฝันที่มีอยู่

เจ้าของร้านอาหารจัดให้เราพักห้องเดียวกันในที่พักพนักงาน ผมจึงมีโอกาสสังเกตว่า เขาชอบเหม่อลอยบ่อยๆ และเพิ่งมาเข้าใจทีหลังว่า เขาจะเป็นแบบนี้เสมอเมื่ออยู่ในช่วงคิดวางแผนทำงานที่เขาใฝ่ฝัน

พรุ่งนี้เราสองคนลาหยุดพักผ่อนพร้อมกัน

ผมจะไปช่วยเขาถ่ายสารคดี ที่อำเภอหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น และถือโอกาสไปเยี่ยมแม่ที่เขามักเล่าถึงให้ฟังบ่อยๆ เมื่อคืนเราสองคนนั่งคุยกันถึงเช้า เพราะสารคดีคืองานใหม่ที่เขาเพิ่งจะหันมาสนใจ เขาบอกผมว่า กลัวแผนที่วางไว้จะพลาด ถ่ายทำสารคดีเสร็จไม่ทันตามกำหนดวันลาพักของเรา ผมเองก็กลัวเช่นนั้น จึงตัดสินใจไปช่วยเขาถ่ายสารคดี
ไปให้รู้ว่าสิ่งที่กลัวอยู่ เรากลัวมันจริงหรือเปล่า

และผมเองก็คิดว่า เขาคงคิดเหมือนกันกับผม

วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

My Way (หนทางของผม )

ต้นมกราคม ยามดึก ในค่ำคืนนี้ ผมควรจะใส่เสื้อแขนยาว หรือห่มคลุมร่างกายด้วยผ้าห่มผืนหนา ทว่า...ข้างนอกนั้น ฝนกำลังเทลงมาอย่างหลงฤดู

ผมไม่ได้ใส่ใจการรายงานพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยามากนัก อากาศควรจะหนาว แต่ฝนดันตก มันคือธรรมชาติ ผมบอกตัวเองอย่างนั้น

ใครบางคนบอกว่า ชีวิตคนเรา ควรเลือกหนทางที่จะเดินสักหน่อย จะได้ไม่ปล่อยให้ตัวเองล่องลอยมากนัก และจุดหมายหลักของอนาคต ควรขีดเส้นไว้ให้เห็น เผื่อว่าคนที่คอยเป็นกำลังใจให้เรา จะได้ตักเตือนย้ำให้เห็นเส้นทางนั้นเสมอ

หากบางช่วงเวลาที่เผลอ ใช้ชีวิต ชิว ไป

อัตราการเร่งความเร็วของวัตถุบนโลกนี้ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง ผมคิดอย่างนั้น หญิงสาวคนหนึ่งไม่เห็นด้วย เราแยกทางกัน

My Way My Life.

อืม.ม.ม.ม

ทางของผม ผมเลือกแล้ว ผมควรจะใช้เส้นทางนี้ คนเดียวใช่ไหม? คำถามที่ค้างคาใจมาตลอดหลายปียังวนเวียนมาตกหล่นบนพื้นห้อง ดั่งฝนที่ตกลงมาในฤดูเศร้าวันนี้

เวลาเดินทางผ่านไปหลายนาที ทำให้เผลอหวนนึกถึงวันเวลาในปีเก่า ที่ผ่านมา

บางช่วงเวลา ผมคิดที่จะมองหาใครสักคนหนึ่ง เพื่อร่วมเดินร่วมทางที่เลือกแล้วอีกครั้ง(เดินคนเดียวก็เหงานะ) แม้ไม่มั่นใจว่า พื้นผิวถนนนั้นดีเยี่ยมเพียงใด แต่ใจยังหวังว่า มันคงไม่เลวร้ายมากนัก แน่นอนว่า...ผมมองเห็นใครหลายคน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ผมจะเดินเข้าไปชวนใครคนนั้นได้เสมอ

ต้นพฤษจิกายน ปีที่แล้ว ผมตัดสินใจชวนเธอคนหนึ่งร่วมเดินทาง และเธอก็ยินดี ถามไถ่ถึงจุดหมายปลายทาง สถานที่พักผ่อน ยานพาหนะที่โดยสาร ความสบายใจทั้งสองฝ่ายทำให้เราตัดสินใจออกเดินทางไปด้วยกัน

My Way My Life.

ก่อนเทศกาลปีใหม่จะเริ่มขึ้นไม่กี่วัน เธอขอหยุดพักการเดินทางกับผม เปลี่ยนยานพาหนะ โดยสาร และตัดสินใจร่วมเดินทางกับหญิงสาวคนหนึ่งในยานพาหนะ ที่เธอและเธอคนนั้น เห็นชอบตรงกัน

อืม.ม.ม.ม.ม My Way My Life.

แน่นอน... ว่าผมเศร้า แต่มันคงไม่เท่ากับอาการประหลาดใจ ในความหลากหลายของเส้นทางบนโลกใบนี้ หนึ่งอาทิตย์ต่อมาผมตัดสินใจ หันมาใส่ใจกับตัวเอง หลังจากที่ไปใส่ใจกับคนอื่นมามากมาย ด้วยการเลือกแพ็กเกท ตรวจสุขภาพร่างกาย ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

วันตรวจร่างกาย ผมไร้เรี่ยวแรง เพราะต้องอดน้ำและอาหารก่อนการตรวจกว่า สิบชั่วโมง โดนเจาะเลือดจนหน้ามืดและรอเข้ารับการเอ็กซ์เรย์ ด้วยคิวที่ยาวพอสมควร นานมาก กว่าผมจะโดนเรียกชื่อให้ถอดเสื้อผ้าและขึ้นแท่นทำการเอ็กซ์เรย์ ทว่าระบบคอมพิวเตอร์ไม่ทำงาน หลังจากเจ้าหน้าที่ในห้องนั้นตรวจสอบอยู่สักพักจึงพบว่า เจ้าหน้าที่หน้าห้องเอ็กซ์เรย์ ลืมกรอกชื่อผมลงไปในระบบคอมพิวเตอร์ เพราะมัวแต่ง่วนอยู่กับการเล่น msn อยู่(ผมแอบเห็นเขาเล่นตั้งแต่ยื่นเอกสารแล้ว ) ผมจึงต้องใส่เสื้อผ้าและออกมานั่งรอนอกห้องอีกครั้ง

หลังจากการเอ็กซ์เรย์ผ่านพ้นไป ผมกลับมาที่ห้องพบแพทย์เพื่อรอคิวเข้ารับการปรึกษา เห็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นั่งรออยู่หน้าห้องเต็มไปหมด หน่วยงานต้นสังกัดคงเหมาจ่ายกับทางโรงพยาบาลเพื่อเช็คสุขภาพพนักงานในสังกัดกระมัง

ผมคงมัวแต่ถามตอบตัวเองกับภาพที่เห็นจนไม่รู้ว่ามีหลายคน แซงคิวผมเข้าพบแพทย์ไปแล้ว นางสาวพยาบาลคงสังเกตุเห็นสีหน้าที่ไม่พอใจของผม จึงรีบเข้ามาอธิบายว่า ข้าราชการที่แซงคิวผม มีเหตุจำเป็นต้องรีบไปปฎิบัติงานในช่วงบ่าย ผมทำงานอิสระ คงจะว่างนั่งรอได้ใช่ไหม

ผมตอบออกไปว่า “ครับ”

อืม.ม.ม.ม.ม My Way My Life.

ต้นมกราคม อากาศควรจะหนาว แต่ฝนดันตก มันคือธรรมชาติ ผมบอกตัวเองอย่างนั้น

ในขณะที่ผมเขียนมาถึงบรรทัดนี้ เสียงโทรศัพท์มือถือได้ดังขึ้น บรรณาธิการ บู๊ย.ย.ย.ย.ย โทรมาบอกผมว่า ต้นฉบับเรื่องสั้นของผมมีเหตุจำเป็นต้องลดความยาวลง หรืออาจจะโดนตัดทิ้ง เพราะรายได้จากผู้สนับสนุนไม่พอกับรายจ่ายต่อหน้ากระดาษ

ผมเข้าใจ และควรจะต้องจบเรื่องสั้นเรื่องนี้ลงแล้วล่ะครับ

ไม่ได้ตั้งใจจะหักมุมนะครับ

และขอขอบคุณ นิตยสารบู๊ย.ย.ย.ย.ย ที่ยังมีพื้นที่ให้ผมได้เขียนหนังสือ ถึงจะไม่เต็มที่ แต่ก็เต็มใจครับ

เพราะมันคือทางที่ผมเลือก และผมคิดว่ามันคือความสุขของผม

My Way My Life.

(ตีพิมพ์ลงนิตยสารท้องถิ่น ชื่อ บู๊ยยยยยย )

ฝากช่วงเวลาใหม่ของช่องด้วยครับ "ทดลองออกอากาศ" https://www.youtube.com/watch?v=UZbbyVur1bk https://www.youtube.com/watch?v=-...