#เรื่องเล่าเขาและผมกับใครคนหนึ่งในลู่วิ่ง
หลังจากเจอเหตุการณ์ประหลาดที่สระว่ายน้ำวันนั้น
ผมก็ไม่กล้ากลับไปว่ายน้ำอีกเลย
ปรกติผมจะออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานสลับกับการว่ายน้ำ
เพื่อหลีกหนีความจำเจ แต่เมื่อไม่ได้ว่ายน้ำ
ก็เลยเริ่มหากิจกรรมออกกำลังกายใหม่สลับบ้าง เลยมาลงตัวที่การ วิ่ง
(ตามโครงการก้าวคนละก้าวของพี่ตูน)
ผมเริ่มหัดวิ่ง
เก็บระยะทางไปเรื่อยๆ โดยดูสถิติตามเพื่อนๆ ในเฟส ที่โพสต์ สเตตัส
เป้าที่ตั้งไว้สูงเลยทีเดียว คือ 10 กม. ภายใน 1ชม.
ซึ่งมันไม่ง่ายเลยสำหรับคนที่เริ่มวิ่ง ผมใช้เวลาฝึกฝนราว6 เดือน
ด้วยการอ่านหนังสือ อ่านรีวิว ดูยูทูป วิธีฝึกการผ่อนแรง การสปีด
และการหายใจ โดยได้แรงบัลดาลใจอีกด้านจาก ฮารูกิ มูราคามิ
นักเขียนที่ผมชื่นชอบผลงาน
(มูราคามิ (เป็นนักวิ่งมาราธอน) บอกว่า คนทำงานเขียน การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญ )
ถ้านับจากวันนั้น(ก็วันที่ผมเจอเขานั่นแหละ) ถึงวันนี้ ก็ราว 6 เดือนกว่าๆ แล้ว สถิติค่อยๆ เดินทางเข้าใกล้จุดเป้าหมาย รวมถึงอาการ หวั่นๆในใจว่าจะเห็นเขาอีกหรือไม่
ถ้านับจากวันนั้น(ก็วันที่ผมเจอเขานั่นแหละ) ถึงวันนี้ ก็ราว 6 เดือนกว่าๆ แล้ว สถิติค่อยๆ เดินทางเข้าใกล้จุดเป้าหมาย รวมถึงอาการ หวั่นๆในใจว่าจะเห็นเขาอีกหรือไม่
รุ่นน้องที่ผมสนิทบอกว่า
ถ้าพี่เห็นเขา เขาจะมาให้พี่เห็นอีกเรื่อยๆ แต่ก็แปลก หลังจากวันนั้น
ผมก็ไม่เห็นเขาอีกเลย ที่บอกแบบนี้ใช่ว่าอยากจะเจอะเจอกับเขาอีกครั้งหรอกนะ
ตรงกันข้าม ผมกลับมีอาการหวั่นๆหลอนๆในใจ มาตลอด
ขับรถก็ไม่กล้ามองกระจกหลัง ไปไหนก็พะวงกับภาพปลายตา
ว่าเขาจะมายืนตรงนั้นหรือไม่ ยามนอนก็ไม่กล้าปิดไฟ (ผมนอนเปิดไฟ ราว1
เดือนเห็นจะได้ กว่าจะเริ่มกล้าปิดไฟ นอนอีกครั้งในเวลาต่อมา )
เขาคงไปที่เขาชอบแล้วมั้ง (นะ)
กลับมาที่การวิ่งของผม วันนี้เป็นเย็นวันศุกร์ ผมตั้งใจว่าจะเริ่มวิ่งเร็วหน่อย แต่ก็ไม่เป็นไปตามเป้า เพราะการงานที่ค้างคา กว่าจะเคลียร์ได้ก็ราว 1 ทุ่ม ผมถึงได้ออกวิ่ง
เมื่อทุกอย่างพร้อม ผมวิ่งออกจากที่พัก มาตามถนนที่เทศบาลสร้างเป็นเลนปั่นจักรยาน ทว่านักวิ่งหลายคน ก็ใช้เลนนี้เป็นลู่วิ่ง ผมก็เลยวิ่งตามนักวิ่งคนอื่นๆ ไปด้วย
บรรยากาศค่ำคืนของวันศุกร์นั้นดีงาม และผ่อนคลายอย่างยิ่ง ผมวิ่งด้วยความเร็วพอประมาณ จนมาถึงบึงหน้ามหาวิทยาลัย หยุดรอจังหวะคนอื่นๆวิ่งผ่านไป แล้วพาตัวเองเข้าไปในลู่วิ่งรอบบึง ทำความเร็วให้คงที่เรื่อยๆ เป้าหมายของวันนี้ คือมากกว่า 8 กิโล ต่อชั่วโมง หากผมทำได้ดี น่าจะมีลุ้น 10 กม. ผมลองคำนวณคร่าวๆ จากแอปพลิเคชัน ในมือถือ ต้องวิ่งรอบบึงนี้ อีก3 รอบ จะได้ระยะทางที่คาดไว้
บรรยากาศยามหนึ่งทุ่มกว่าๆ ที่รอบบึงยังมีนักวิ่ง เหลือพอประมาณ แต่ละกลุ่มของนักวิ่ง จะทิ้งระยะห่างกันราว10เมตร สำหรับผมแล้ว มันเป็นปริมาณที่พอเหมาะ ไม่แออัดจนเกินไป แต่ในใจยังเสียดายนิดนึงที่ แสงไฟรอบบึงคืนนี้ ไม่ค่อยจะสว่างมากนัก เพราะไฟบางช่วงถูกดับลงแล้ว ดังนั้นบางระยะผมจึงวิ่งผ่านความมืดสลัว
แล้วผมก็เริ่มเห็นเขาอีกครั้ง ในการวิ่งรอบที่ 2
เขายืนอยู่ใต้ต้นสน ใกล้แคมป์ที่พักคนงานก่อสร้าง ตอนเห็นเขา เงาต้นไม้ทาทับผ่านตัวเขา มันมองดูเหมือนตัวเขาขาดไปครึ่งหนึ่ง เขามองตรงมาที่ผม เหมือนจะตั้งใจว่าบอกว่า “กูมาแล้วนะ”
เมื่อแน่ใจว่าใช่เขาแน่ๆ(อยู่ปลายตา พอดีเป๊ะเลย ฮื้อ..อ...) ผมจึงก้มหน้ามองลู่วิ่ง แล้วรีบสปีดฝีเท้าพาตัวเองออกจาก ที่ตรงนั้น
วิ่งมาได้ไม่เท่าไหร่ เหงื่อผมเริ่มไหลออกมาเยอะกว่าปรกติ ในใจคิดอย่างเดียวว่า มันจะไหลจนหมดตัวช่างแม่งเหอะ ยังไงก็ต้องพาตัวเองไปเจอที่สว่างกว่านี้โดยเร็ว ภาวนาให้มีนักวิ่งคนอื่นสวนทางมาบ้าง แต่ก็ไม่เป็นผล ระยะต่อจากนี้ทั้งหน้าและหลัง มองไม่เห็นใครเลย
ถ้าใครเคยมาวิ่งที่ตรงนี้จะรู้ว่า...มีสุนัขกลุ่มหนึ่งนั่งๆ นอนๆ วิ่งเล่น ตรงรอบบึงเป็นประจำ พวกมันไม่ดุ และเป็นมิตรกับคน แต่วันนี้ช่างผิดไปกว่าทุกวัน เพราะเมื่อผมวิ่งผ่านโค้งมุมบึงที่มันนอนอยู่ เจ้าตัวสีดำ ก็เริ่มหอน..นนนน...แล้วก็ตามมาทีละตัว บรู๊ววววว...วววววววว บรู๊ววววว...วววววววว
ชิ้ว....วววว..... เฮ้ย!! หอนทำไม วะ!!!! ผมส่งเสียงข่มขวัญให้มันหยุดหอน เพราะเสียงมันชวนขนหัวลุกไปหมด
ไม่เป็นผล ทุกตัวหอนรับกันไปมาเพิ่มความหลอนขึ้นไปอีก ผมเริ่มใจไม่ดี มองไปข้างหน้าไม่มีใครอยู่ในลู่วิ่งเลย เหงื่อเริ่มไหลลงหลังเสื้อจนเปียกไปหมด พร้อมๆ กับอาการชาที่ขา ผมกำลังจะหมดแรง ตาลอยมองป้อม รปภ.ริมบึงแบบเบลอๆ นั่นคือจุดหมาย ที่ผมกำลังจะไปหา ด้วยความหวังว่าจะมีลุง รปภ.อยู่ที่นั่น
ทว่าตอนนี้ กะด้วยสายตา มันไกลเหลือเกิน....
เขาคงไปที่เขาชอบแล้วมั้ง (นะ)
กลับมาที่การวิ่งของผม วันนี้เป็นเย็นวันศุกร์ ผมตั้งใจว่าจะเริ่มวิ่งเร็วหน่อย แต่ก็ไม่เป็นไปตามเป้า เพราะการงานที่ค้างคา กว่าจะเคลียร์ได้ก็ราว 1 ทุ่ม ผมถึงได้ออกวิ่ง
เมื่อทุกอย่างพร้อม ผมวิ่งออกจากที่พัก มาตามถนนที่เทศบาลสร้างเป็นเลนปั่นจักรยาน ทว่านักวิ่งหลายคน ก็ใช้เลนนี้เป็นลู่วิ่ง ผมก็เลยวิ่งตามนักวิ่งคนอื่นๆ ไปด้วย
บรรยากาศค่ำคืนของวันศุกร์นั้นดีงาม และผ่อนคลายอย่างยิ่ง ผมวิ่งด้วยความเร็วพอประมาณ จนมาถึงบึงหน้ามหาวิทยาลัย หยุดรอจังหวะคนอื่นๆวิ่งผ่านไป แล้วพาตัวเองเข้าไปในลู่วิ่งรอบบึง ทำความเร็วให้คงที่เรื่อยๆ เป้าหมายของวันนี้ คือมากกว่า 8 กิโล ต่อชั่วโมง หากผมทำได้ดี น่าจะมีลุ้น 10 กม. ผมลองคำนวณคร่าวๆ จากแอปพลิเคชัน ในมือถือ ต้องวิ่งรอบบึงนี้ อีก3 รอบ จะได้ระยะทางที่คาดไว้
บรรยากาศยามหนึ่งทุ่มกว่าๆ ที่รอบบึงยังมีนักวิ่ง เหลือพอประมาณ แต่ละกลุ่มของนักวิ่ง จะทิ้งระยะห่างกันราว10เมตร สำหรับผมแล้ว มันเป็นปริมาณที่พอเหมาะ ไม่แออัดจนเกินไป แต่ในใจยังเสียดายนิดนึงที่ แสงไฟรอบบึงคืนนี้ ไม่ค่อยจะสว่างมากนัก เพราะไฟบางช่วงถูกดับลงแล้ว ดังนั้นบางระยะผมจึงวิ่งผ่านความมืดสลัว
แล้วผมก็เริ่มเห็นเขาอีกครั้ง ในการวิ่งรอบที่ 2
เขายืนอยู่ใต้ต้นสน ใกล้แคมป์ที่พักคนงานก่อสร้าง ตอนเห็นเขา เงาต้นไม้ทาทับผ่านตัวเขา มันมองดูเหมือนตัวเขาขาดไปครึ่งหนึ่ง เขามองตรงมาที่ผม เหมือนจะตั้งใจว่าบอกว่า “กูมาแล้วนะ”
เมื่อแน่ใจว่าใช่เขาแน่ๆ(อยู่ปลายตา พอดีเป๊ะเลย ฮื้อ..อ...) ผมจึงก้มหน้ามองลู่วิ่ง แล้วรีบสปีดฝีเท้าพาตัวเองออกจาก ที่ตรงนั้น
วิ่งมาได้ไม่เท่าไหร่ เหงื่อผมเริ่มไหลออกมาเยอะกว่าปรกติ ในใจคิดอย่างเดียวว่า มันจะไหลจนหมดตัวช่างแม่งเหอะ ยังไงก็ต้องพาตัวเองไปเจอที่สว่างกว่านี้โดยเร็ว ภาวนาให้มีนักวิ่งคนอื่นสวนทางมาบ้าง แต่ก็ไม่เป็นผล ระยะต่อจากนี้ทั้งหน้าและหลัง มองไม่เห็นใครเลย
ถ้าใครเคยมาวิ่งที่ตรงนี้จะรู้ว่า...มีสุนัขกลุ่มหนึ่งนั่งๆ นอนๆ วิ่งเล่น ตรงรอบบึงเป็นประจำ พวกมันไม่ดุ และเป็นมิตรกับคน แต่วันนี้ช่างผิดไปกว่าทุกวัน เพราะเมื่อผมวิ่งผ่านโค้งมุมบึงที่มันนอนอยู่ เจ้าตัวสีดำ ก็เริ่มหอน..นนนน...แล้วก็ตามมาทีละตัว บรู๊ววววว...วววววววว บรู๊ววววว...วววววววว
ชิ้ว....วววว..... เฮ้ย!! หอนทำไม วะ!!!! ผมส่งเสียงข่มขวัญให้มันหยุดหอน เพราะเสียงมันชวนขนหัวลุกไปหมด
ไม่เป็นผล ทุกตัวหอนรับกันไปมาเพิ่มความหลอนขึ้นไปอีก ผมเริ่มใจไม่ดี มองไปข้างหน้าไม่มีใครอยู่ในลู่วิ่งเลย เหงื่อเริ่มไหลลงหลังเสื้อจนเปียกไปหมด พร้อมๆ กับอาการชาที่ขา ผมกำลังจะหมดแรง ตาลอยมองป้อม รปภ.ริมบึงแบบเบลอๆ นั่นคือจุดหมาย ที่ผมกำลังจะไปหา ด้วยความหวังว่าจะมีลุง รปภ.อยู่ที่นั่น
ทว่าตอนนี้ กะด้วยสายตา มันไกลเหลือเกิน....
ผมกึ่งวิ่ง กึ่งหอบ พาตัวเองห่างออกมาจากความกลัว พลางทบทวนเรื่องที่ผ่านมา ว่าไปทำอะไรให้เขาโกรธหรือไม่ ใยเขามาตามหลอกหลอนแบบนี้
ใจหนึ่งก็คิด...หรือจะหยุด
หันหลังกลับไปสู้วะ ยังไงก็ต้องเจออยู่ดี หนีไม่พ้นหรอก
หันหลังไปหาความจริงน่าจะแมนกว่าที่เป็นอยู่นะเว้ยยย
สองนาทีผ่านไป ก้าวแต่ละก้าวแทบจะไม่ออกแล้ว... (พี่ตูนช่วยด้วย..ยยยยย)
ในที่สุด
ทฤษฎีที่ผมนึกถึงก็ใช้ได้ ทฤษฎีที่ว่า...บางครั้งหากเรากลัวอะไรมากๆ
เมื่อจนมุม มันจะพลิกกลับเป็นความกล้า เพราะหลังจากนาทีที่สามมาเยือน
ไม่รู้ว่ามีพลังอะไรบางอย่างหรือว่าเหนื่อยจนไปต่อไม่ไหว อันนี้ไม่แน่ใจ
ผมหยุดตัวเอง หันหลังไปมองจุดที่วิ่งผ่านมา
ฟิ้ว....วววว...... มีเพียงสายลมพัดกอหญ้าริมบึง เท่านั้นที่ผมมองเห็น
ไม่มีใครอยู่ข้างหลังผม ผมพยายามเพ่งมองเขาในความมืด หันซ้าย แลขวา ให้แน่ใจ ว่า...
เขาอยู่ตรงนั้น หรือไม่อยู่...
มี...ไม่มี.....เห็น....ไม่เห็น....
แล้วเขาก็วิ่งทะลุความมืดตรงมาที่ผม ด้วยความเร็วแบบก้าวกระโดด...
เฮ้ย..... มีหว่ะ !!!!!
เขาวิ่งแบบคนไม่มีกระดูก คล้ายลอยมาตามลม เคลื่อนมาในระยะที่ พอจะมองใบหน้าได้ชัด หน้าเขาซีด ตาขวางมองมาที่ผม แล้วเขาก็เร่งฝีเท้าตรงมา เมื่อเหตุการณ์ออกมาเป็นแบบนี้ มีหรือที่คนแมนๆ อย่างผมจะหยุดนิ่ง
วิ่งดิ วิ่ง วิ่ง วิ่ง!!!!! ...
ผมสปีดเต็มแรง แต่ว่าก้าวขาได้ไม่นาน ความชาก็เคลื่อนเข้ามาแทนที่ ขาผมแข็งไปหมด ต่อด้วยการพลิกที่ข้อเท้า แล้วล้มลง กองที่พื้น ผมกลิ้งลงกอหญ้าขางลู่ ตัวผมสั่น ขากระตุก ไปไหนไม่ได้ ทุกอย่างเหมือนจะโดนกดทับ จากบางสิ่งที่มองไม่เห็นแต่รู้สึกได้ว่ามีอยู่
ผมหลับตา ยังไม่กล้ามองภาพความจริง
“ อาจารย์ ไหวมั้ย “ ผมลืมตาขึ้น ก็เจอเขามองตรงมาที่ผม
เขาในตอนนี้ ดูเหมือนคนปรกติ เหงื่อไหล ลงมาที่เสื้อเล็กน้อย ไม่เหลือร่องรอย เขาที่ผมวิ่งหนีเมื่อครู่
“น้องมาอยู่นี่ได้ไง “ ผมถามเขาแบบงงๆ พร้อมกับอาการตึงที่ขาเริ่มทุเลา
“ผมว่า อาจารย์มีปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อนะ ทำอะไร ก็มีแต่ตะคริวกินเอา ที่สระว่ายน้ำก็หนนึงแระ”
“เอ้า วันนั้นน้องเห็นด้วยหรอ” ผมถาม
“ใช่ครับ ตอนที่เห็นอาจารย์ ผมขึ้นจากสระพอดี กำลังเช็ดตัวเพลินๆ ได้ยินเสียงครูจันทร์ร้องว่ามีคนจะจมน้ำ พอหันไป ครูจันทร์เข้าไปช่วยอาจารย์แล้ว ผมเลยกลับลงไปห้องอาบน้ำ “ เขายิ้ม ตามด้วยการใช้มือนวดที่ขาผมให้กล้ามเนื้อคลายตัว
“ขอโทษนะ วันนั้นพี่คิดว่าน้องเป็นผีอ่ะ “ ผมเอ๋ยความในใจออกไป
“ ผมว่าแล้ว....คนจินตนาการเก่ง แบบอาจารย์ จับแพะชนแกะ จับผมชนผี กุเรื่อง เขียนซะผมเป็นตัวร้ายไปเลย” เขาประชด แล้วพูดต่อ “ แล้วอาจารย์ก็กลัวจนไม่กล้าไปสระ เลยใช่มั้ย “
ผมพยักหน้า “ ใช่”
“เฮ้ออ....” เขาถอนใจ
“ ความกลัวเป็นสิ่งที่อาจารย์สร้างขึ้นในใจเอง มโนไปเอง แล้วก็สูญเสียกิจกรรมที่ชอบไป เพราะจินตนาการแบบผิดๆ”
ยังไม่ทันที่ผมจะตอบ สายลมก็พัดกลุ่มควันสีขาวมาเจือจางใบหน้าเขา
“ หึ หึ ! ผีไม่ผี ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่ อาจารย์จะกลัวหรือไม่กลัว อาจารย์ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ เพราะอาจารย์เข้าใจถูก....แล้ว....ครับ” พอควันจางหาย ใบหน้าของเขาก็เริ่มเปียก น้ำไหลออกมาจากไหนไม่รู้.....มันเริ่มไหลนองลงพื้น
“เฮ้ย!!!!” ผมร้องออกมาด้วยความตกใจ
เขามองมาที่ผม แล้วหัวเราะ “ อาจารย์ ใจเย็นๆ ตั้งสตินิดนึง แล้วเลิกโวยวาย มองมาที่ผม มองมาที่ผม “
เขาชูนิ้วขึ้นสองนิ้ว เป็นสัญลักษณ์ให้ผมสู้ “ สู้ๆนะอาจารย์ “
ภาพสุดท้ายที่ผมเห็น เขายกกำปั้นขึ้น ทำหน้าจริงจัง
แล้วผมก็สะดุ้งตื่น จากฝัน พบตัวเองเหงือออกเต็มที่นอน พร้อมกับอาการชาที่ขาจากการนอนผิดท่า
ผมหันไปดู นาฬิกาที่หัวเตียง มันชี้บอกเวลา 4.20 น. พร้อมๆเสียงสุนัขใกล้ที่พักหอนรับกันไปมาตามปรกติที่ผมได้ยินจนชิน
แต่ที่ไม่ชินคือ คืนนี้ทำไมฝันแบบนี้นะ (จบ)
ปล. คำท้ายเรื่อง
เมื่อคืนผมฝันแล้วสะดุ้งตื่นกลางดึก นอนต่อไม่หลับ เลยลุกขึ้นมาเปิดคอมเขียนเรื่องนี้ เหตุการณ์ในฝันนั้นซ้อนทับกับวันที่ผมไปวิ่งที่บึงศรีฐานแล้วเป็นตะคริวจนวิ่งต่อไม่ไหว
หลังจากโฟสต์เรื่องของเขา ในตอนแรก(ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมเจอมาจริง เมื่อ 6 เดือนก่อน แต่ยังคิดว่าตัวเองคิดไปเอง ) มีเพื่อนๆที่ได้อ่านถามว่าเรื่องจริงหรอ พอเจอกันก็เล่าให้ฟัง
พอบอกสถานที่ไป ข้อมูลเกี่ยวกับเขาก็หลั่งไหลเข้ามา ผมไม่รู้ว่าเรื่องไหนจริง ไม่จริง มีกลัวกับสังสัย ได้แต่เก็บมาคิดจนเอามาฝันเป็นตุเป็นตะเช่นนี้มั้ง
แต่ที่ไม่ตุตะคือ ภาพสุดท้ายในฝัน เขาชูสองนิ้ว และยกกำปั้นขึ้นมา มันแปลความหมายได้ว่า 2 และ 0 เด้อ งวดนี้รวยจ้า

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น