วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

PARIS in PAIRS (ปารีสบนดาวดวงอื่น) / ( เล่าบอกเมื่อชอบหนังสือที่อ่านมา )

PARIS in PAIRS (ปารีสบนดาวดวงอื่น)





ระยะหลังมานี่ เราชอบหยิบงานนักเขียนหญิงมาอ่าน (เพราะชีวิตช่วงนี้หนักอึ้ง จึงมุ่งหาความละมุนในตัวอักษรหญิง)

เล่มนี้ก็เช่นกัน...หยิบขึ้นมาอ่านคำโปรยเพราะชื่อหนังสือ แถมปกใช้สีแดง ออกแบบได้เรียบง่ายชวนสงสัยใคร่พิจารณามากๆ

จากคำโปรยบอกว่า เธอ(ผู้เขียน) สร้างเรื่องขึ้น จากภาพถ่าย ที่เธอเดินทางท่องเที่ยวในเมืองปารีส เราสนใจ ว่าเธอจะสร้างเรื่องแบบไหนกันนะ เลยตัดสินใจจ่ายตังค์ซื้อ

มานั่งอ่านที่ร้านกาแฟวันละบท ตอนเช้าๆ

ในบทแรกๆ ที่อ่าน ก็เข้าใจว่า อ๋อๆ เธอจินตนาการจากคน สัตว์ สิ่งของเรื่องราวในภาพ ประมาณนี้แหละ ก็งั้นๆ ธรรมดาๆ แต่พออ่านบทที่ 2 3 4 5 ต่อไปเรื่อยๆ

อ้าวเฮ้ย...ไม่เหมือนที่เดาไว้นี่นา

ในแต่ละบทมันเกี่ยวกันเว้ย ไม่ตรงไหนก็ตรงนึง เดี๋ยวเรื่องราวจะค่อยๆบอกเอง สนุกล่ะสิทีนี้
การอ่านเรื่องในบทต่อมา จึงยากคาดเดาว่า ตัวละครต่างๆ จะเป็นเช่นไร

เราชอบความเกี่ยวเนื่องของเรื่องแต่ละบทแบบ ทีละนิด ที่ละหน่อย เช่นตัวละครบทที่หนึ่ง อาจเกี่ยวกับ คนหนึ่งในบทที่สามไรงี้ คนอีกคนในบทที่สาม จะมาเฉลยว่าเธอคือใครในบทสุดท้าย แล้วเราก็จะค่อยๆคล้อยตามว่า เรื่องนี้มันอาจจะเกิดขึ้นจริง(ในปารีสของดาวอีกดวง) ไม่ใช่เรื่องสมมุติว่ะ

อ่านจบก็พบว่า เออ.. เขียนสั้น อ่านง่าย งดงาม สนุก

ตามประสาคนชอบสร้างเรื่องราวเหมือนกัน เราคาดเดาว่า เธอ(ผู้เขียน)จะวางโครงเรื่องยังไงนะ เธอเอาภาพถ่ายมาเรียงต่อกัน แล้วค่อยๆหงายภาพทีละใบ สร้างเรื่องไปเรื่อยๆใช่ไหม หรือเธอเห็นเรื่องราวก่อนกดชัตเตอร์ถ่ายภาพนั้นมา หรือเธอยังไม่รู้ว่าเรื่องเป็นยังไง ถ่ายๆมาก่อน เดี๋ยวตัวละครมันจะทำงานต่อเนื่องเป็นเรื่องขึ้นมาเอง

ไม่ว่ายังไงก็แล้วแต่...

เรื่องนี้...มันเดินทางมาถึงคนอ่านอย่างเราแล้ว แถมสนุกและอยากแนะนำคนอื่นด้วยซิ

ลองหามาอ่านกันนะ


***ข้อมูล***
" PARIS in PAIRS"(ปารีสบนดาวดวงอื่น)
โชติกา ปริณายก เขียน
สำนักพิมพ์แซลมอน
ราคา 195 บาท


Halloween(2018) / เรื่องเล่าเมื่อเราดูหนังมา

Halloween(2018)


ฮาโลวีนปีนี้หลังจากนั่งดู (นั่งขำ นั่งยิ้ม) กับภาพเด็กๆที่ออกมาจากกิจกรรมบ้านผีสิงที่ตลาดในเมือง จนพอใจ  ผมก็เลือกที่จะตีตั๋วเข้าไปดูเรื่องนี้ต่อ  ด้วยเห็นว่ามันเป็นภาคต่อจากหนังสยองขวัญคลาสสิข เมื่อ 40 ปีที่แล้ว


จริงๆ หนัง สไตล์นี้ ชื่อนี้ ออกมาเยอะ จนผมจำไม่ได้ว่า ภาคไหนเป็นภาคไหนเรื่องไหนต่อจากเรื่องไหน  แต่จำได้ว่า ผมเข้าไปดูทุกรอบที่โรงหนังโฮมเธียเตอร์หลังมหาลัย เอามาจัดฉาย (ช่วงยุค 2538-2547) คือตอนนั้น ดูจนจำมุขได้  ตกใจได้ทุกมุข ลุ้นทุกฉาก (แล้วก็ยังเข้าไปดูทุกเรื่องซ้ำไปซ้ำมา อ่ะนะ )


การมาดูครั้งนี้เลยเหมือนมาระลึกความหลังเสียมากกว่า แถมหนังมีมูท ย้อนยุคยิ่งสร้างบรรยากาศรำลึกไปไปกันใหญ่(คิดถึงคนที่นั่งดูด้วยจัง)


ตัดมาที่หนังครับ ก็หากว่าไม่คิดอะไรมาก ไม่เจาะความสมเหตุสมผลถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของตัวละคร ภาคนี้ก็สนุกตามมาตรฐานนะครับ พี่ไมเคิล ไมเยอร์ นี่ก็หน้านิ่ง ดุๆ เหมียนเดิมเพิ่มเติมคือ วันเวลาไม่ทำให้พี่แก่ลง แรงตกบ้างหรือไร  แทงเอาแทงเอา โอ้ยพี่โหดแท้





ส่วนป้า ลอรี่ สโตรดนี่ก็เตรียมพร้อมเอาคืนซะดีเลย ป้าเท่สมวัย ซึ่งก็แน่นอนแหละว่าความที่ป้าจะต่อกรฆาตกรคู่ปรับ แผนป้าต้องมี หนังก็เลยเล่าช่วงต่างฝ่ายต่างตกเป็น ผู้ล่า และถูกล่า สนุกสนานเลย
ส่วนตัวผมชอบดนตรีประกอบ (ใช้ธีมเดิม) รู้สึกอิน และคิดว่ามันพยุงหนังไว้ได้ดีเลยหล่ะ
แฟนหนังสยองขวัญลองหามาดูนะครับ 

FirstMan มนุษย์คนแรกบนดวงจันทร์ (เรื่องเล่าเมื่อเราดูหนังมา)

FirstMan มนุษย์คนแรกบนดวงจันทร์


ในรีวิวบอกว่า มันเป็นหนังเต็งหนึ่งชิงออสการ์ มันเป็นหนังที่ถ่ายด้วยกล้อง IMaX

มันเป็นหนังที่มีดราม่าหลังฉายเยอะแยะไปหมด มันเป็นหนังที่ ไรอัน กอสลิ่ง แสดงได้นิ่งและคมขึ้นมาก และมันเป็นหนังที่โดนหนังไทยเรื่องหนึ่งเบียดตกขอบลดรอบฉายเหลือวันละรอบสองรอบ (ข้อหลังนี้ไม่มีในรีวิวนะ) ผมเลยรีบหาวันว่างไปดู

ดูแล้ว...ปรากฎว่า...โอ้... ผมยอมแพ้หนังอวกาศครับ ดูกี่เรื่องกี่ทีก็ใจหวิวๆ คิดแทนหนังทุกทีเลยว่า หากเราเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ลอยคว้างที่นอกโลก มันคงเหงาน่าดู มองไปทางไหนก็มีแต่ความว่างเปล่า แล้วพี่จะพยายามขึ้นไปทำม้ายยยยย

ตัดกลับมาที่หนังครับ พอมันไม่ใช่หนังที่เชิดชู อเมริกาจ๋า แต่กลับไปเล่าความเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ของ นีล อาร์มสตรอง เราก็ได้รู้ว่า นีลต้อง สตรองแค่ไหน และต้องแลกกับอะไรบ้าง (ตัวเอง ความรัก ชีวิตครอบครัว ) เพื่อให้ได้มาซึ่ง ความฝัน ความสำเร็จ( ส่วนตัวผมกลับรู้สึกว่า.. เขาทำสิ่งนี้ เพื่อจะลบปมบางอย่างในใจ )


อีกอย่างสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ และคิดว่า เป็นประเด็นหลักของหนังคือ หนังเล่าเรื่องคนหลังบ้าง ของนีล หนังทำให้รู้สึกว่า การเป็นภรรยาของนักบินอวกาศมันต้องสตรองเบอร์นี้เลยนะเว้ย ต้องรับผิดชอบชีวิต ที่เหลือของคนในครอบครัว ยังไงบ้าง

ฉากที่กดใจลงไปลึกที่สุดสำหรับผม คือ ฉากการล่ำลา ครอบครัวบนโต๊ะอาหารก่อนออกเดินทางไปกับ อพอลโล 11 บางทีการหายไปเฉยๆ ยังดีกว่าการลำลาแล้ว ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเจอกันอีกไหม อ่ะเน๊อะ
ดูแล้วได้อะไรหลายอย่างเยอะเลยครับ (แต่ต้องวางประเด็นดราม่า ที่ว่า การไปดวงจันทร์นี่เป็นเรื่องจริงหรือจัดฉากเด้อ พี่เถียงกันมาตั้ง 40 กว่าปีแล้ว จนป่านนี้ยังเถียงกันอยู่เลย)
ผมชอบฉากตอนจบเป็นที่สุดงดงามในความรู้สึกมากๆ 


 

แด่เธอเพียงผู้เดียว (เรื่องเล่าเมื่อเราดูหนังมา)

แด่เธอเพียงผู้เดียว -คนดูหนังที่ไม่มีวันหวนกลับมา

  

https://www.youtube.com/watch?v=8Yfe6mZSmbc


เครดิต
บทภาพยนตร์ : วีรภัทร บุญมา
กำกับภาพยนตร์ : ยิ่งยง วงค์ตาขี่
กำกับภาพ : พลวัฒน์ อุนนิมิตร

...........................................................................

หนังปูเรื่องเป็นฉากหลัง ด้วยบทสัมภาษณ์ ของคนที่ข้องเกี่ยวกับ ธุรกิจโรงหนังสแตนอโลนใน อำเภอหล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ กล้องพาเราไปสำรวจร่องรอยกา
รล่มสลายของโรงหนัง โดยมีเสียงสำภาษณ์เล่าบอกเรื่องราวที่เคยรุ่งเรืองในอดีตให้ได้ยิน เราสังเกตเห็นความสุขในแววตาของคนที่เล่า แต่ภาพปัจจุบันที่หนังเผยให้เห็นนั้น มันทำให้เรารู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่ แม้ว่าจะยังไงแล้ว... เราก็ต้องยอมรับมันให้ได้

คงเหมือนกับ นิว หนุ่มนักแสดงในหนังเรื่อง “บ้านหม่ำยักษ์”ที่ต้องกลับมาอยู่บ้าน(อ.หล่มสัก)เพียงเพราะ ผู้กำกับของหนัง เห็นทางธรรมเสียก่อน เลยทิ้งหนังที่ทำไว้กลางคัน ปล่อยเขาเคว้งคว้างกลับมาขับรถ ล่องส่งผัก และเล่นดนตรีเปิดหมวก (แต่เขาบอกคนอื่นว่า...เพราะพ่อเสียเลยกลับมาอยู่บ้าน)“อะไรที่พอมีรายได้ก็ต้องทำไปก่อน” คำพูดนี้ เหมือนเขาจะเข้าภาวะจำยอม แบบคนที่เคยใช้ชีวิต ทำงาน ในโรงหนังสแตนอโลนที่ให้สัมภาษณ์ไว้

ไม่เหมือนกับ เอม หญิงสาวที่ใช้ชีวิตที่กรุงเทพ จนคุ้นชิน เธอเลือกได้ ว่าเธอจะอยู่ที่ไหน ระหว่าง หล่มสักบ้านเกิด หรือ กรุงเทพ แล้วเธอก็บอกกับนิว ว่ากำลังจะไปเรียนต่อที่นิวยอร์ก และคงไม่กลับมาอยู่ที่หล่มสัก

ทั้งสองจึงเหมือนมีความต่างระหว่างการเลือกได้ และเลือกไม่ได้ อยู่ในที

ดังนั้นสถานการณ์ที่ คนในหนังกำลังเผชิญ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของชีวิต มันจึงมีข้อแม้ต่างกัน ให้เราเห็น

แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้งสองเห็นพ้องต้องกัน คือ ถ้าโรงหนังกลับมาเปิด บริการอีกครั้ง คนหล่มสักจะกลับมาดูหนัง นั่นคือสิ่งที่ทั้งสองเชื่อเหมือนกัน

ทว่า...จริงแท้อย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของความจริง ที่เราต้องยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงมัน อยู่ดี

หนังยาว เกือบ 30 นาที ส่วนตัวคิดว่า ไม่สั้น ไม่ยาวเกินไป ดูจบได้รับ แมสเสจบางอย่างกลับไปคิดต่อเราอยากให้บางช่วง กล้องนิ่งกว่านี้ ภาพมันจะให้ความรู้สึกล่องลอยเคว้งคว้างมากกว่าที่เห็น

ชอบนักแสดงหลักทั้งสอง ฉากลองเทค ปล่อยให้ทั้งสองใช้ความสามารถ และธรรมชาติของการแสดงได้ดี

หนังปิดเรื่องด้วย สถานการณ์เหมือน วรรคหลังของชื่อเรื่อง “คนดูหนังที่ไม่มีวันหวนกลับมา” มันทำให้เราได้...ย้อนกลับมาคิดว่า อะไรในชีวิตที่ ไม่มีวันหวนกลับมาหาเราบ้าง นะ
 
 
 

T2 Trainspotting (เรื่องเล่าเมื่อเราดูหนังมา)

T2 Trainspotting

20 ปีผ่านไป เฮ้ย...เร็วเหมือนกันนะเนี่ย



จำได้ว่า เราได้ดูหนังเรื่องนี้ภาคแรก จากการแนะนำของพี่รุ่น 1ศิลปกรรม พอดูจบ(ตอนนั้นดูกัน 3-4คน) วิดิโอม้วนนี้ ถูกพูดถึงปากต่อปาก เล่าขานถึงความ มันส์ ดิบ เถื่อน ทั่วคณะ จนถึงขั้นรุ่นพี่ได้จัดฉายรอบพิเศษให้น้องๆ ดูอีกในเวลาต่อมา

สำหรับเราแล้ว หนังเรื่องนี้จุดประกายความอยากทำหนังให้ตัวเองตั้งแต่ดูจบ( รวมถึง หนังเฮียหว่อง อ๊อกไซท์แปง และเป็นเอก) มุมกล้องที่ได้เห็น ถูกเอามาใช้เลียนแบบในหนังยุคแรกๆ ของคน(พยายาม)ถ่ายหนังสั้นในเวลานั้น รวมทั้งเราด้วย เทคนิคที่ แดนนีบอยใช้ในตอนนั้นมันหวือหวา แบบว่า...โอ้โห พ่อคุณเอ้ย..ชาตินี้อยากทำหนังให้ได้แบบนี้จังเลย....โว้ยยยย

ผ่านไป 20ปี มันนานพอที่เราจะไม่ตื่นเต้นกับสไตส์หนังแบบนี้ แต่มันไม่ช้าเลยที่จะเรียก ความรู้สึกเก่าๆให้หวนกลับมา เมื่อภาค2เริ่มฉายในนาทีแรก
หลายคนดูจบเขียนบอกเล่าว่า...หนังไม่มันส์เท่าภาคแรกเลย...ไม่รู้ซินะ แต่สำหรับเราแล้ว...เราเชื่อว่า หากใครอายุวัยเลขสี่ (เท่ากับตัวละครในหนัง) มันจะอินมากกว่าหน่อยๆ ด้วยเพราะ ความคิดความอ่านของวัยมันจะ เติบโตและคลี่คลายไปตามตัวละครในหนัง

ประมาณว่า ..เฮ้ย..กูแก่แล้วนะ วิ่งหนี วิ่งไล่ฆ่ากันแบบเอาเป็นเอาตาย แบบเมื่อก่อนไม่ไหวแล้วนะเว้ย...มึงช่วยเข้าใจหน่อยได้มั้ย ฉะนั้น หลายซีนในหนัง เราจึงรู้สึกว่า ตัวละครพยายามขอความเห็นใจ เรียกร้อยการให้อภัย ระหว่างเพื่อนกับเพื่อนอยู่ในที ขอโทษ(แบบสไตส์ขี้ยา)ในสิ่งที่ผิดพลาด และพยามใช้ชีวิตที่เหลือให้มันสมดุล

ซึ่งมันก็แล้วแต่คนอีกนั่นแหละ คนบางคน ไม่ว่าจะผ่านไปกี่สิบปี ความแค้นก็ยังไม่จางหาย แค้นก็คือแค้น การจมทุกข์กับความแค้นในอดีตจึงมีให้เห็นเรื่อยๆในภาคนี้

เราชอบภาคนี้เพราะ มันเหมือนหนังคืนสู่เย้าในความรู้สึก

เราชอบเพราะ ตัวละครหลายคนค้นหาจุดจบที่ดีสำหรับตัวเขาเองเจอ (บางคนก็ไม่เจออ่ะนะ)

เราชอบเพราะ หนังมันไม่เรียกความสงสารกับคนดู แต่พยายามให้ความรู้สึกเดิม ในวัยที่เปลี่ยนไป

เราชอบที่ดูภาคนี้ แล้วนึกถึงว่า...ภาคแรกเรานั่งดูกับใคร เราคิดถึงเพื่อน ที่ตอนนี้ บางคนเป็น ผู้กำกับหนัง เป็นครีเอทีฟ เป็นผู้กำกับละคร เป็นพ่อบ้าน เป็นศิลปิน เป็นอะไรต่อมิอะไร..ตามที่แต่ละคนเลือกเดิน

และก็เหมือนกับหนังบอก....
สำหรับเพื่อนบางคน มิตรภาพก็ได้จางหายไปแล้ว...เช่นกัน

 

#BKKY (เรื่องเล่าเมื่อเราดูหนังมา)

#BKKY

ช่วงแรกๆ เราพยายามจับเส้นเรื่องที่เป็น พาร์ทสารคดีว่า...ตกลงมันเป็นเรื่องของใคร หรือมันเป็นเรื่องของคนหลายๆคนในนี้เอามาต่อกัน(วะ)

แต่พอเอาเข้าจริงๆ เราก็ปล่อย ไม่พยายามจับแล้วว่ามันเป็นเรื่องของใคร แล้วมันก็ได้ แมสเสจมาก้อนหนึ่งที่ไปสนับสนุน เส้นเรื่องแต่ง พอปล่อยอารมณ์ให้มันมาถึงจุดนี้ก็ดูเพลินเลย...

เราเอาใจช่วยตัวละครฝ่ายหนึ่ง แล้วก็ด่าตัวละคนอีกฝ่ายว่า..อ้าว น้องทำงี้ได้ไง หลายใจจัง เฮ้ย...มีเหตุผลบ้างซิวะ คิดแต่ฝ่ายน้อง ฟังอีกฝ่ายบ้างดิ แต่แล้วไม่นาน เราก็กลับมาเห็นใจฝ่ายที่เคยด่า...แล้วก็ กลับไปว่า..ฝ่ายที่เคยเอาใจช่วย....เป็นอย่างงี้สลับไปมา จนกระทั่งหนังจบ

เลยรู้สึกว่า...โอ้ย....หนังจบเร็วจัง มันน่าจะยาวกว่านี้ กำลังสนุกเลย

รวมๆแล้ว ชอบอารมณ์ (มูด) ของหนัง มันมีความหมายมากมายที่ซ่อนไว้ให้คิด เหมือนกำลังดูหนังวัยรุ่นรสชาติใหม่ ( แอบบอกตัวเองว่า...กูจะไม่เป็นผู้ใหญ่แบบในหนังเรื่องนี้ (หรือจริงๆ เป็นไปแล้ววะ) )
ชอบดนตรีประกอบ มุมกล้องช่วงโดรนช็อตกับ สเก็ตบอร์ด (เสียดาย ช่วงท้ายช็อตแอบเห็นเงาตากล้อง)
กลับออกจากโรงหนัง มานั่งอ่านบทสำภาษณ์ ผกก. เลยเข้าใจกระบวนการคิดการทำของเขามากขึ้น
รวมถึงเข้าใจวัยรุ่นยุคนี้ด้วย..

แต่ก็แอบกลับไปถามตัวเองเหมือนกันนะว่า..
ตอนเราเป็นวันรุ่น มันซับซ้อนแบบนี้มั้ยฮึ


ปล.ดูเรื่องนี้แล้วแอบคิดเยอะนะเนี่ย


 

Tsukiji Wonderland (เรื่องเล่าเมื่อเราดูหนังมา)

 Tsukiji Wonderland

ไปดูหนังเรื่องนี้มา

คือ..มันดีต่อตา งามต่อใจ มากๆ เลยมาเล่าให้อ่าน

ก่อนตีตั๋วเข้าไปดู เราอ่านรีวิวหนังนิดหน่อย แต่ไม่ดูตัวอย่างหนังเลย คือแบบ...จะลองทดสอบบางอย่างกับตัวเองเรื่องการเลือกดูหนังโดยไม่ดูตัวอย่างดูซิ ว่าจะยังไง (ช่วงหลังๆ เราเป็นบ่อยมาก คือ...ดูตัวอย่างหนังบางเรื่อง แล้วรู้สึกไม่อยากดูหนังเรื่องนั้นเลย)หนังเรื่องนี้ ผ่านตาในเพจสารคดีทางเฟสบุ๊ค บ่อยๆ เราเห็นโปสเตอร์ แล้วอยากดู เลยหาเวลาว่าง เข้าไปชม...

แต่ที่พยายามทำตัวให้ว่างทันรอบฉาย ที่มีอยู่ 1รอบต่อวันนั้น คือ เราอยากเข้าไปเห็นว่า...หนังสารคดีเรื่องนี้ ที่ว่าด้วยเรื่องราว ของตลาดปลาสึคิจิ ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น มันจะถ่ายตลาดปลาออกมายังไง(เราทำสารคดี เลยชอบดูงานด้านภาพของหนังสารคดี) อีกอย่าง เมื่อหลายปีก่อน...ตอนเราทำสารคดีเกี่ยวกับแม่น้ำโขง ในช่วงทำโครงสร้างเรื่อง ก่อนออกถ่ายทำ เราจิตนาการถึง ตลาดปลาริมโขงที่รวมเอาปลามาขายกัน เราอยากถ่ายภาพที่คิดมาให้ได้ แต่ตอนไปถึงที่จริงๆ เรากลับไม่เจอตลาดแบบที่คิดไว้เลย ภาพในหัว กับภาพจริงต่างกันมาก...ความอยากถ่ายตลาดปลา ยังคาใจมาตลอด.... พอมาวันนี้ เราจึงอยากเห็นว่า...สารคดีที่ถ่ายเกี่ยวกับตลาดปลาจะเป็นยังไงนะ

คำว่าตลาดปลาในหัวเรานั้น มันเป็นโลเกชั่นที่ เหมือนจะไม่สวย แต่ถ่ายให้สวยได้ โลเกชั่นเดียว แต่มีความหลากหลาย หนังเรื่องนี้จะเล่ายังไงนะ มันจะเต็มไปด้วยภาพปลาสด พื้นแฉะ รกๆ คนเยอะๆ เปล่าวะ

ปรากฏว่า...โอ้โห.หหห หนังถ่ายตลาดได้งามหลายๆ แล้วส่วนมากจะสโลว์ภาพ ให้เกิดจังหวะที่นิ่มนวล บวกกับเสียงบรรยาย( สลับ ชาย- หญิง) นี่ทำให้ท่าทีของหนัง นั้นนุ่ม สุขุม ขึ้น (แบบญี่ปุ่นๆ อ่ะ)

เราชอบวิถีชีวิต ของคนในหนัง ที่เขาจริงจัง ใส่ใจในรายละเอียดทุกขั้นตอนของงานที่ทำ
คือ...ถ้าหนังเรื่องนี้เป็นหนังชาติอื่น เราจะเกิดคำถามในใจทันทีเลยว่า หนังมันบิ้วส์ไปเปล่าวะ อะไรจะจริงจังขนาดนี้ แต่พอเป็นคนญี่ปุ่นแล้ว..ความคลางแคลงใจนี้จะค่อยละลายหายไปจากการสังเกตแววตาของคนให้สำภาษณ์ในหนังเอง...

ส่วน...เรื่องราวอื่นๆในหนังนั้น....ขอไม่เล่าอ่ะเน๊อะ เพราะอยากชวนไปดู ถ้าใครชอบหลงใหล ซูชิ ซาซิมิ อาหารญี่ปุ่น แนะนำว่าลองเข้าไปชมไปดูกัน (เราดูจบ ถึงรู้ซึ้งเลยว่า...ทำไมซูชิแท้ๆมันแพง...)
คนญี่ปุ่นเค้าถือว่า...อาหารเป็นวัฒนธรรมเลยนะ ถึงเล่าเรื่องราวที่หลากหลายซับซ้อนในตลาดที่เดียวได้เป็นเรื่องขนาดยาวดูสนุกแบบนี้

แต่...เอ๊ะ...แต่บ้านเรายังเถียงกันเรื่อง วัฒนธรรมกันอยู่เลย อุ๊ยยยย ไม่เอาๆ ไม่โหนกระแส
ไปดูซีรีย์เกาหลี ต่อดีกว่า....บายส์สสสส (จบ)

ฝากช่วงเวลาใหม่ของช่องด้วยครับ "ทดลองออกอากาศ" https://www.youtube.com/watch?v=UZbbyVur1bk https://www.youtube.com/watch?v=-...